จับขั้วก่อนเลือกตั้ง 2569 เลือกแบบไหน“ประกาศกร้าว” หรือ “ปล่อยเบลอ”?
ทีมออนไลน์
27 ธันวาคม 2568

ตีลังกาเล่าข่าว โดย กรรณะ
การเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ได้ขีดเส้นใหม่ให้กับการเมืองผ่านการเลือกตั้ง โดยชี้ให้เห็นว่าประชาชนต้องการความชัดเจนตั้งแต่ก่อนเข้าคูหาว่า เมื่อเขาเลือกใครหรือพรรคอะไร จะได้ หรือไม่ได้อะไร และจะได้หรือไม่ได้พรรคไหน
การเลือกตั้งจึงเท่ากับทั้งการเลือกและเลือกว่าจะไม่เลือกใครด้วยเช่น
คราวการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 เราจึงเห็นว่าพรรคที่อึกอักๆ ว่าจะจับมือหรือไม่จับมือกับใครเหมือนหยุดตัวเองอยู่กับที่ ปล่อยให้คนที่มีความชัดเจนโกยคะแนนไปเรื่อยๆ
ครั้งนี้ก็เช่นกัน แม้ตัวพรรคจะเปลี่ยน คะแนนความนิยมจะเปลี่ยน แต่ฐานความคิดที่เรียกว่าภูมิทัศน์การเมืองยังไม่เปลี่ยน ยังคงแบ่งเป็นสองขั้วอุดมการณ์อย่างชัดเจน
คำตอบในการเลือกจึงอยู่ที่ว่าใครเป็นตัวแทนของ “ขั้วอุดมการณ์” ได้ดีกว่ากัน
ดังนั้นเมื่อมาถึงการเลือกตั้งครั้งนี้เราจึงเห็นพรรคที่เรียนรู้ และพรรคที่ไม่เรียนรู้ ว่าตัวเองต้องบอกอะไรเพื่อให้เป็นตัวเลือกของคนที่จะลงคะแนน

ไม่แปลกที่เราจะเห็น “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ที่ประกาศกอบกู้พรรคประชาธิปัตย์ ชิงประกาศจุดยืนว่าจะไม่ร่วมกับพรรคกล้าธรรม โดยชี้เป้าไปที่ความเป็นสีเทา แม้จะรู้ว่าหลังเลือกตั้งหาก “ภูมิใจไทย” เป็นแกนนำก็ต้องมี “กล้าธรรม” และนั่นก็หมายถึงการประกาศไม่ร่วมรัฐบาลล่วงหน้า
ส่วน “ประชาชน” ก็ประกาศตามมาในลักษณะเดียวกัน และบอกว่าจะไม่โหวต “อนุทิน” อีกต่อไป
แน่นอนว่า “ภูมิใจไทย” ก็ต้องเล่นตามเกมกลับ พวกเขารู้ดีว่าเขาไม่น่าจะทิ้ง “กล้าธรรม” ที่แม้จะมีภาพที่ไม่ค่อยดีได้ ดังนั้นก็ต้องประกาศจุดยืนอีกแบบ โดยดึงเรื่อง ม.112 เข้ามาเกี่ยวข้องว่าจะไม่จับมือกับ “พรรคประชาชน” เช่นกันหากยังหมกมุ่นกับการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้
ทำให้ “พรรคประชาชน” ออกมาสวนทันควันว่า พวกเขาไม่มีนโยบายแก้ 112 แล้ว และที่พูดบนเวทีดีเบตคือเรื่องการนิรโทษกรรม
แต่เท่านี้ก็เป็นการขีดเส้นชัดแล้วว่าจะมีใครหรือไม่มีใคร
ส่วน “พรรคเพื่อไทย” ก็ยังคงอ้อมแอ้มๆ ไม่ชัดเจนในจุดยืน และบอกว่าต้องรอฟังเสียงประชาชน ซึ่งก็ฟังดูแปร่งๆ เพราะการประกาศตัวเลือกตั้งคือการเสนอตัวเองเป็นตัวเลือก และต้องโฆษณาให้คนเห็นว่าหากเลือกตัวเองแล้วจะได้อะไร
การประกาศเช่นนี้จึงเท่ากับการประกาศว่า หลังเลือกตั้งใครได้ก็พร้อมที่จะเข้าร่วม ซึ่งลักษณะนี้คือลักษณะของพรรคที่รู้ตัวดีว่าตัวเองจะไม่ใช่ตัวเลือกอันดับ 1 -2 หรือเป็นพรรคตัวแทนของขั้วอุดมการณ์ต่อไป

ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่รับรู้ว่าการทำเช่นนี้มีผลเสีย แต่เมื่อคิดสะระตะแล้วแบบนี้ดีกว่า เพราะหากประกาศว่าจะจับมือกับใคร เอาแค่ตอนหาเสียงก็ลำบากแล้ว เนื่องจากคนก็จะถามถึงวันที่หักหลัง “พรรคก้าวไกล” นึกถึงวันที่หัก “ภูมิใจไทย”
ที่สำคัญไม่ว่าอย่างไรคนก็จะตั้งคำถามถึงความจริงใจและการทำตามสัญญาอยู่ดี แม้ในอดีตการทำได้จริงจะเป็นมอตโตของพรรคก็ตาม แต่ถึงวันนี้คำพูดที่หลายคนจำได้คือ “มันเป็นเทคนิคการหาเสียง” ซึ่งวันนั้นคำพูดนี้ก็ไม่ได้หลุดมาจากใครอื่น แต่มาจากหัวหน้าพรรคในวันนั้นอย่าง “หมอชลน่าน – นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว”
ดังนั้นแม้ใครจะว่าอย่างไรพวกเขาก็ต้องทำเช่นนี้ เพราะเป้าหมายครั้งนี้มิได้อยู่ที่การเป็นแกนนำ
อย่างไรก็ตาม เคยมีคำพูดว่าแม้กระแสจะไปทางไหนเป็นหลัก แต่คุณจะอยู่ร่วมกับอีกฝั่งได้อย่างไร เพราะความเป็นจริงยังมีอีกด้านเสมอ

ดังนั้นจุดหนึ่งที่ต้องรับฟังคือเสียงท้วงติง โดยมีคนมองเห็นว่า สภาพการเลือกตั้งครั้งหน้า ก็ไม่น่าจะมีพรรคใดได้รับเสียงเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ดังนั้นการประกาศว่าจะเลือกหรือไม่เลือกพรรคใด น่าจะทำให้การจัดตั้งรัฐบาลยากยิ่งขึ้น
ซึ่งนี่คือโจทก์ที่พรรคซึ่งประกาศจุดยืนไปแล้วจะต้องไปทำการบ้านต่อว่า หากผ่านวันเลือกตั้งพวกเขาจะทำอย่างไร ในวันที่ต้องการเป็นรัฐบาลเพื่อขับเคลื่อนวาระของตัวเอง
แต่ไม่ว่าจะเลือกทางไหน เลือกจับขั้วหรือเลือกจะปล่อยเบลอ ประชาชนจะตัดสินในวันเลือกตั้งเอง เพราะทฤษฎีการเมืองใหม่ จะเกิดขึ้นไม่มีวันหยุด