สนามเลือกตั้ง 2569 ทุกอย่างถูกกลบด้วยความเกลียดชัง 

แพทตี้ อีจัน

แพทตี้ อีจัน

9 มกราคม 2569

สนามเลือกตั้ง 2569 ทุกอย่างถูกกลบด้วยความเกลียดชัง 

ตีลังกาเล่าข่าว โดย กรรณะ 

อีกหนึ่งเดือนจะถึงวันเลือกตั้ง และวันลงประชามติ แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นพบว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ขายนโยบายน้อยกว่าครั้งที่ผ่านๆ มาค่อนข้างมาก 

หากนึกถึงการเลือกตั้งไม่ต้องย้อนไปไกล เอาแค่ปี 2566 เราก็ยังจำนโยบาย คนละครึ่งของ “ลุงตู่”  เรายังจำนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ สวัสดิการถ้วนหน้าของพรรคก้าวไกล เรายังจำนโยบายแจกเงินหมื่น ค่าแรงขั้นต่ำ 600  เรายังจำโครงการเพิ่มเงินบัตรประชารัฐของพรรคพลังประชารัฐ หรือกระทั่งนโยบายเรื่องการเกณฑ์ทหารที่แต่ละพรรคแข่งกันนำเสนอ 

แต่กลับครั้งนี้บรรยากาศเรื่องแบบนี้กลับดูเงียบเหงา ลองถามใจตัวเองดูกันก็ได้ว่าจำได้กี่นโยบาย และอะไรที่คนเชื่อวาถ้าได้รับเลือกตั้งแล้วจะทำได้จริง 

เพราะทุกอย่างถูกกลบด้วยความเกลียดชัง จนการเลือกครั้งนี้อยู่บนพื้นฐานของการเกลียดชัง อุดมการณ์สองขั้วเข้าขั้นผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ  

ทันทีที่นกหวีดเริ่มการแข่งขันดังขึ้น เราเห็น IO ของแต่ละฝั่งเริ่มปฏิบัติการสาดโคลนและสร้างวาทกรรมเกลียดชังใส่กัน 

ซึ่งมีทั้ง IO แบบรับจ้าง และ IO แบบสมัครใจ ที่บางทีอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็น IO 

พรรคประชาชนดูจะหนักหน่อยเพราะโดนรุมกินโต๊ะทั้งจากแดงและน้ำเงิน แต่ก็ใช่ว่าพรรคประชาชนจะไม่เอาคืน  เพราะ “IO ธรรมชาติ” ก็ตามไปเอาคืนและสร้างวาทกรรมไม่น้อย 

สิ่งที่อยู่ใต้บรรทัดของการหาเสียงที่ทุกคนรู้ดีและเป็นสาสน์ที่ถูกส่งออกไปคือ “ควรเลือกเรา เพราะถ้าไม่เลือกเรา ก็จะได้อีกฝั่งเข้ามาบริหาร”  คล้ายๆ คำขวัญของบางพรรคในอดีตที่บอกว่า “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” 

ขณะที่กองเชียร์ก็ถูกปลูกฝังความหวาดกลัว และความเกลียดชังเข้าไปจนเต็มหัวใจ จนที่สุดการเลือกตั้งครั้งนี้จึงมองข้ามสิ่งที่เรียกว่านโยบายว่า หากเข้ามาเป็นรัฐบาลแล้วจะทำอะไรบ้าง 

วาทกรรม “อย่างน้อยเราก็ยังดีกว่า” ถูกหยิบยกขึ้นมาใช้ ทั้งๆ ที่ไม่มีใครรู้ว่า “อย่างน้อยเราก็ดีกว่าจริงหรือไม่” 

หากยังเป็นอย่างนี้วันเลือกตั้งเราจะเห็นการเข้าคูหาไม่ใช่เพราะอยากเลือกใครมาทำงาน แต่จะเป็นการเข้าคูหาเพราะไม่อยากให้ใครเข้าไปมากกว่า  

และยิ่งปล่อยไปแบบนี้อารมณ์ของสังคมจะพัฒนาไปแบบไหนก็สุดที่จะหยั่งรู้ ทางที่ร้ายที่อาจมองเห็นคือการไม่ยอมรับอีกฝั่งเพราะมองว่าเป็นฝ่ายที่ไม่ชอบธรรม 

จริงอยู่ที่อุดมการณ์ทางการเมืองเป็นเรื่องสำคัญ แต่คนที่ไม่ใช่อุดมการณ์เดียวกับเราจะกลายเป็นอีกฟากที่ไม่สามารถพูดคุยหรือคบหาสมาคมได้จริงหรือ 

 “อ.ตุล – คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง” นักวิชาการด้านปรัชญาผู้ล่วงลับเคยพูดเอาไว้เกี่ยวกับการนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่า จริงอยู่ที่คุณอาจชนะ สังคมอาจเปลี่ยนไป แต่ที่คุณปฏิเสธไม่ได้คือคนที่เชื่ออีกแบบเขาก็ยังคงอยู่ในสังคมเดียวกับคุณ   

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครจะแพ้ใครจะชนะ แต่อยู่ที่เราจะอยู่กับอีกฝ่ายได้อย่างไรในสังคมต่างหาก 

อุดมการณ์ทางการเมืองก็เหมือนกัน หลังการเลือกตั้งซ้ายอาจชนะขวา หรือ ขวาอาจจะชนะซ้าย แต่สิ่งที่ต้องรู้คือแม้ขวาจะชนะซ้ายก็จะยังคงอยู่ หรือแม้ซ้ายจะชนะขวาก็ไม่ได้หายไปไหน  

คำตอบในอุดมคติคือเราต้องอยู่ให้ได้ แต่เรื่องจริงจะทำได้หรือไม่เพราะลำพังในวันนี้ เรายังเลือกตั้งด้วยความเกลียดชังกันอยู่เลย