MOU 43–44 เลิกไปเลย หรือเก็บไว้ดี? เข้าใจเนื้อหาแบบง่าย ๆ ก่อนเข้าคูหา

ทีมออนไลน์

ทีมออนไลน์

7 ตุลาคม 2568

MOU 43–44 เลิกไปเลย หรือเก็บไว้ดี? เข้าใจเนื้อหาแบบง่าย ๆ ก่อนเข้าคูหา

ตีลังกาเล่าข่าว โดย กรรณะ

ถ้ารัฐบาลไม่เปลี่ยนใจไปเสียก่อน การเลือกตั้งครั้งหน้าเราจะมีการทำประชามติสอบถามความเห็นประชาชน   ที่แปลความง่าย ๆ ว่า จะเอายังไงกับ MOU 43 และ MOU 44 ดี จะยกเลิกไปเลย หรือจะเก็บเอาไว้ 

แต่ก่อนที่จะถาม  ว่าจะยกเลิกหรือไม ที่น่าสนใจคือผล “นิด้าโพล” ที่ออกมาว่า คนเกือบ 70% ไม่เข้าใจ หรือ ไม่ค่อยเข้าใจว่า MOU 43 – 44 คืออะไร

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าหลายคนไม่อยากให้ทำประชามติในเรื่องนี้เพราะเป็นเรื่องที่ซับซ้อน และหากเป็นเช่นนี้มีความเป็นไปได้สูงว่า จะใช้ “อารมณ์” และความรู้สึกเข้าไปเลือก ที่อาจทำให้ปัญหาเรื่องนี้ลุกลามไปใหญ่

รวมถึงถูกประเทศคู่ขัดแย้งอย่างกัมพูชานำไปเป็นประเด็นในเวทีต่างๆ

อย่างไรก็ตามหากรัฐบาลเดินหน้า ประชาชนก็มีหน้าที่ทำความเข้าใจให้มากที่สุด เพื่อประกอบการตัดสินใจ

รู้จัก MOU 43 – 44

MOU ชื่อภาษาอังกฤษแบบเป็นทางการก็คือ Memorandum of Understanding หรือแปลเป็นไทยว่า “บันทึกความเข้าใจ”  โดยฉบับที่เป็นภาษาอังกฤษที่ใช้ในเวทีระดับโลก จะเรียกตามปีที่ลงนามโดยใช้ปี ค.ศ.  เรียกว่า MOU 2000 และ MOU 2001

 ขณะที่แบบไทยเรียกเป็นปี พ.ศ. เราก็เลยเรียกว่า MOU 43 และ MOU 44  หรือ MOU ที่ลงนามในปี 2543 และปี 2544 นั่นเอง

ที่มาของ MOU ทั้งสองฉบับ

ที่มาก็มาจากการปักปันเขตแดนระหว่าง “ไทย – กัมพูชา” ที่ไม่ลงตัว เพราะยังมีแผนที่ที่ไม่ตรงกัน และหลังจากที่ปักปันเขตแดนที่ผ่านมาก็ใช้หลากหลายวิธี

พื้นที่ที่ทางภูมิศาสตร์ชัด เช่น หน้าผา สันเขา หรือแม่น้ำลำคลอง เช่นนี้ไม่มีปัญหา  แต่กรณีที่ไม่มีเช่นที่ราบ หรือในทะเล ก็ยังเป็นปัญหาการอ้างสิทธิ ว่าแต่ละฝ่ายมองอย่างไร และเห็นว่าพื้นที่ของแต่ละฝั่งกินบริเวณไปทางไหน

เอาเข้าจริง เราก็ไม่ได้ถือแผนที่ 1:50,000 ในทุกกรณี และ กัมพูชา ก็ไม่ได้ยึดแผนที่ 1:200,000 ในทุกกรณีเช่นกัน 

และด้วยความไม่ชัดเจนและช่วงชิงพื้นที่ทั้งทางยุทธศาสตร์และประวัติศาสตร์ ทำให้เกิดปัญหาหลายครั้ง

หลังจากที่ไทยแพ้คดีปราสาทพระวิหารที่ศาลโลก ในปี 2505  ไทยก็ปฏิเสธอำนาจศาลโลก และหันมาใช้วิธีการเจรจาระหว่างสองชาติ แทน และที่สุดก็ได้มาเป็น MOU ทั้งสองฉบับ โดย MOU 43 ขึ้นในสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย ลงนามโดย ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น ส่วน MOU 44  ทำในสมัยรัฐบาล นายทักษิณ ชินวัตร และลงนามโดย นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น

ทั้งสองฉบับเหมือนหรือต่างอย่างไร และมีเนื้อหาอย่างไร

สรุปสั้น ๆ คือ MOU 43 เป็นเรื่องเขตแดนทางบก และ MOU 44 เป็นเรื่องเขตแดนทางทะเล

ส่วนเนื้อหา เริ่มที่ MOU 43  นั้นถ้าจะทำความเข้าใจง่าย ๆ คือ ไม่ได้บอกว่า เขตแดนอยู่ที่ไหน แต่บอกว่าเราจะมาปักปันเขตแดนใหม่กัน โดยเป็นการกำหนด กระบวนการทางเทคนิคในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนที่ชัดเจนตามเอกสารระหว่างประเทศที่มีอยู่เดิม โดยกลไกที่เรียกว่า Joint Boundary Commission  หรือ JBC

 ใน MOU ยังระบุว่า ทั้งสองฝ่ายต้องงดการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในพื้นที่ชายแดน ที่กำลังสำรวจหรือเป็นที่อ้างสิทธิทับซ้อน

จนกว่าการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนจะเสร็จสิ้นและได้รับการยอมรับร่วมกัน

สำหรับเอกสารที่อ้างถึงสามฉบับในนี้ประกอบด้วย  1.อนุสัญญาระหว่างฝรั่งเศสกับสยามแก้ไขเพิ่มเติมข้อบทแห่งสนธิสัญญาฉบับลงวันที่ 3 ตุลาคม รัตนโกสินทรศก 112 (ปี ค.ศ. 1893) ว่าด้วยดินแดนกับข้อตกลงอื่น ๆ ฉบับลงนาม ณ กรุงปารีส เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ รัตนโกสินทรศก 122 (ปี 1904)

2.สนธิสัญญาระหว่างประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศสกับสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินสยามฉบับลงนาม ณ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 23 มีนาคม รัตนโกสินทรศก 125 (ปี ค.ศ. 1907) กับพิธีสารว่าด้วยการปักปันเขตแดนแนบท้ายสนธิสัญญาฉบับลงวันที่ 23 มีนาคม รัตนโกสินทรศก 125 (ปี ค.ศ. 1907)

และ 3.แผนที่ที่จัดทำขึ้นตามผลงานการปักปันเขตแดนของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างอินโดจีนกับสยามซึ่งจัดตั้งขึ้นตามอนุสัญญาฉบับปี ค.ศ. 1904 และสนธิสัญญาฉบับปี ค.ศ. 1907 กับเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้อนุสัญญาฉบับปี ค.ศ. 1904 และสนธิสัญญาฉบับปี ค.ศ. 1907 ระหว่างฝรั่งเศสกับสยาม ซึ่งแผนที่นี้เองที่ถูกเรียกว่า แผนที่อัตราส่วน 1:200,000

ซึ่งเอกสารทั้งสามฉบับนี้ เป็นเพียงเอกสารอ้างอิงว่าเราจะทำแผนที่และเขตแดนกันใหม่ เราสามารถบอกได้ว่าแผนที่ไม่ตรงแล้วก็ทำใหม่

ขณะที่ MOU 2544 ก็มีลักษณะที่คล้ายกัน แต่กรณีของฉบับนี้เป็นเรื่องของเขตแดนทางทะเล ที่มีทรัพยากร ที่ทั้งสองประเทศอยากจะใช้ประโยชน์นั่นก็คือ ปิโตรเลียม

จึงมีการทำบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ขึ้นมา เพื่อจัดตั้งกรอบการเจรจาเพื่อนำไปสู่การพัฒนาร่วมที่เรียกว่า Joint Development Area หรือ JDA    

และคล้ายๆ MOU 43  ที่มีการตั้ง JBC แต่ MOU 44 กำหนดให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการเทคนิคร่วม หรือ Joint Technical Committee ที่เรียกสั้นๆว่า  JTC  แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้มีการตั้งขึ้นมา

มุมมองสองฝ่าย หนุนและต้าน

ฝ่ายที่อยากยกเลิกมองว่า ทั้งสองฉบับเป็นข้อตกลงที่ไม่ผ่านรัฐสภา จึงอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ฝ่ายที่อยากยกเลิกมองว่า MOU ทั้งสองฉบับอาจนำไปสู่การยอมรับแผนที่ 1:200,000 และเปิดช่องให้มีการตีความว่าไทยยอมรับพื้นที่ทับซ้อนทับเกาะกูด และ น่านน้ำรอบข้าง

 เพราะการคงไว้ซึ่ง MOU 44 อาจถูกตีความในเวทีระหว่างประเทศว่าไทยให้การรับรองเส้นอ้างสิทธิฝ่ายเดียวของกัมพูชาที่กำหนดเมื่อปี 2515

ซึ่งแม้รัฐบาลจะยืนยันว่าไม่กระทบกับเกาะกูด แต่กลุ่มที่ค้านก็มองว่าการยกเลิกเป็นทางเดียวที่จะล้างไพ่และเริ่มต้นเจรจาใหม่จากจุดยืนที่ชัดเจนในเรื่องอธิปไตย

นอกจากนี้มองว่า แม้มี   MOU 43 แต่ก็ถูกกัมพูชาละเมิดหลายร้อยครั้ง แสดงว่าไม่มีผลบังคับและเราก็ทำได้แค่ประท้วง ดังนั้นจึงมองว่านี่คือกรอบที่ไม่มีความสมบูรณ์ ก็ควรยกเลิกไปเสีย

สำหรับฝ่ายที่เห็นว่าควรคงไว้ ก็บอกว่า บันทึกความเข้าใจทั้งสองฉบับเป็นกรอบเดียวที่ผูกมัดให้กัมพูชาต้องมาเจรจากับไทย และป้องกันการแทรกแซงจากมือที่สามหรือการยกระดับไปยังเวทีโลก

นอกจากนี้การยกเลิกฝ่ายเดียวจะสร้างความตึงเครียดบริเวณชายแดน

ส่วน MOU 44  ก็เป็นเครื่องมือในการเปิดทางให้ไทยสามารถเดินหน้าการพัฒนาพื้นที่ทางทะเลร่วมกันเพื่อเข้าถึงปิโตรเลียม และหากยกเลิกเราก็ไม่สามารถเจรจาและพัฒนาต่อได้

แน่นอนหมายถึงจะเสียโอกาสทางเศรษฐกิจไปพร้อมกัน เพราะทรัพยากรที่มีอยูู่มีค่ากับทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

นอกจากนี้มีผู้ที่คัดค้านการทำประชามติเรื่องนี้ด้วยนะครับ มองว่าการตัดสินใจเรื่องที่มีความซับซ้อนในหลายมุมมอง จึงไม่ควรผลักภาระการตัดสินใจที่ยุ่งยากนี้ให้กับประชาชน และการทำประชามติที่อิงกับกระแสชาตินิยมอาจจะทำให้ได้ผลที่ไม่รอบคอบเพียงพอจนส่งผลเสียและยกตัวอย่างการที่ อังกฤษทำประชามติเรื่องออกจากสหภาพยุโรปหรือ Brexit จนทำให้มีปัญหาถึงวันนี้

และที่สำคัญประชามติไม่ได้มีผลผูกพันถึงรัฐบาล เพราะอำนาจในการยกเลิกอยู่ที่รัฐบาลเท่านั้น

แต่ฝ่ายที่เห็นด้วยก็มองว่า ควรให้เป็นอำนาจของประชาชนในการตัดสินใจว่าจะเอาอย่างไรกับอนาคตของประเทศ