ไม่ยากแต่เยอะ! กกต.กำหนดขั้นตอน “ประชามติ”

ทีมออนไลน์

ทีมออนไลน์

2 มกราคม 2569

ไม่ยากแต่เยอะ! กกต.กำหนดขั้นตอน “ประชามติ”

ตีลังกาเล่าข่าว โดย กรรณะ

ไม่ใช่ครั้งแรกที่คนบ่น กกต. ว่ามักทำอะไรให้ยุ่งยาก ครั้งนี้ก็เช่นกันกับการทำประชามติ เพราะคนจัดอย่าง กกต. อาจมีกรอบคิดว่าจะประชาชนจะสับสนและไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างการลงคะแนนเลือกตั้งและการทำประชามติ

กระบวนการที่คล้ายกันจึงเกิดขึ้นสองครั้งติดๆ คือ “เลือกตั้ง” ก่อนแล้ววนไป “ลงคะแนนประชามติ” อีกครั้ง

นอกจากนี้การลงประชามติไม่สามารถทำล่วงหน้าได้ ทั้งๆ ที่ใช้กระบวนการเดียวกับการเลือกตั้งจึงทำให้ คนที่ไม่ว่างในวันที 8 ก.พ และลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าในวันที่ 1 อาจต้องเสียสิทธิในการไปลงประชามติ

เพราะหากเขาไปลงประชามติได้ เขาก็คงไปเลือกตั้งวันจริงไปแล้ว
• คำถามใหญ่คือทำไมต้องทำให้ยุ่งยากทั้งๆที่กระบวนการทั้งหมดแทบจะเป็นกระบวนการแบบเดียวกัน

เริ่มที่ การตรวจสอบจากบัญชีรายชื่อที่ปิดประกาศไว้หน้าหน่วยเลือกตั้ง บัญชีที่ติดก็จะมีสองชุดคือบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ

พอไปถึงก็ต้องแสดงตัวขอใช้สิทธิ สส. ยื่นหลักฐานแสดงตน แจ้งลำดับที่ลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง รับบัตรเลือกตั้ง สส.และลงลายชื่อที่ต้นขั้วบัตร

เมื่อกาเสร็จก็ก็นำมาหย่อนบัตรใส่หีบเลือกตั้ง แต่ละประเภท ด้วยตัวเอง

จากนั้นก็ต้องเดินออกมายังจุดเลือกตั้งจุดถัดไป ซึ่งก็อยู่ที่เดียวกันนั่นแหละ ไม่ได้ห่างไปอีกหลายกิโลฯ และกระบวนการทั้งหมดก็จะเกิดขึ้นซ้ำเดิมอีกครั้ง ตั้งแต่ลงทะเบียน ยื่นหลักฐานแสดงตน แจ้งลำดับรายชื่อรับบัตร ลงลายมือชื่อที่ต้น ลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือในบัญชีรายชื่อ และลงลายมือชื่อที่ต้นขั้วบัตรออกเสียง และจะได้รับบัตรออกเสียงประชามติจำนวน 1 ใบ

และเดินเข้าคูหา ก่อนที่จะมาหย่อนลงหีบด้วยตัวเอง และจึงจะเสร็จกระบวนการทั้งหมดแปลง่ายๆ ว่า ต้องใช้เวลามากกว่าปกติสองเท่ากับเรื่องราวแบบซ้ำเดิม

เรื่องนี้มีประเด็นให้ถกเถียงมีสองประเด็น
เรื่องแรกคือ ทำไมต้องทำแยก ซึ่งถูกซักถามค่อนข้างมาก ถ้าจะอ้างเหตุผลเรื่องป้องกันความสับสนของประชาชน ก็อาจจะดูถูกความรู้ความสามารถกันเกินไปหน่อย

เพราะหากประชาชนไม่สามารถแยกแยะได้ การกาบัตรเลือกตั้งสองเลือกคนและเลือกพรรค ก็คงยากที่จะหย่อนใส่หีบได้ถูกใบ

และโลกนี้ก็เคยมีการทำประชามติพร้อมกันกว่า 10 ประเด็นในคราวเดียวมาแล้ว ซึ่งไม่ได้ยุ่งยากขนาดบ้านเราด้วยซ้ำ

แต่ประเด็นข้อสองที่มีการยกมาเป็นเหตุผลรองรับของ กกต. คือ กฎหมายที่มีความแตกต่างกัน ระหว่างกฎหมายเลือกตั้งและกฎหมายการออกเสียงประชามติ

ต้องมาทำความเข้าใจเรื่องเหตุผลตั้งต้นของกฎหมายประชามติกันก่อน

การทำประชามติคือการสอบถามความเห็นของประชาชนในเรื่องสำคัญๆ ซึ่งมีหลักคิดมาจากเรื่องประชาธิปไตยทางตรง เพราะมองว่าเรื่องสำคัญควรให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจด้วยตัวเอง

ดังนั้นสถานะและสาระจึงไม่แตกต่างจากการลงคะแนนเลือกตั้ง

แต่พอมาถึงประเทศไทย กลับต่างออกไป นั่นเพราะจุดเริ่มต้นที่มาต่างกัน การออกเสียงประชามติในไทยเริ่มมากจากการทำประชามติรัฐธรรมนูญ

ซึ่งรัฐธรรมนูญทั้งสองครั้งที่ทำประชามติ ก็มาจากการทำรัฐประหารและเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ จึงต้องใช้กระบวนการประชามติ มาเป็นเครื่องมือรองรับความชอบธรรมของอำนาจที่ไม่ชอบธรรม

แต่ครั้นจะให้จะทำได้อย่างเสรีแบบสุดๆ ก็กังวลว่ารัฐธรรมนูญที่ก่อกำเนิดมาจากคณะรัฐประหารจะไม่ผ่านการทำประชามติ เราจึงเห็นกฎหมายที่ค่อนข้างจะลักลั่นกับการเลือกตั้งปกติ และถูกตั้งคำถามในกระบวนการหลายๆครั้ง และครั้งนี้ก็ไม่เป็นข้อยกเว้น

ซึ่งก็อาจเป็นเรื่องดีว่าหากจบการเลือกตั้งและการทำประชามติครั้งนี้จะมาหาทางแก้ไขกันว่า เราจะทำให้กฎหมายทั้งสองฉบับนี้สอดคล้องและสอดประสานในการออกมาแสดงอำนาจของประชาชนได้อย่างไร

และไม่ว่าใครจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีหรือไม่ดีอย่างไร การออกไปแสดงความเห็นโดยตรงก็ย่อมดีกว่าให้ใครมาแอบอ้าง