ไทยป่วยเศรษฐกิจเรื้อรัง “รัฐบาลหนู” จะผ่าตัดใหญ่หรือรอประเทศล่มสลาย
ทีมออนไลน์
5 พฤศจิกายน 2568

คอลัมน์ : ห้อยหัววิเคราะห์ข่าว
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่รัฐบาลภูมิใจไทยนำโดยนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ที่มีอายุทำงานอีกเพียง 2 เดือน หรือรัฐบาลที่ชนะเลือกตั้งและเข้ามาบริหารบ้านเมืองต่อไป จะต้องมุ่งเน้นนโยบายในการ “ผ่าตัด” หรือการปฏิรูปทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์เศรษฐกิจอย่างรุนแรงเหมือนกับหลายๆ ประเทศ อย่างเช่น อาร์เจนตินา เวเนซุเอลา ศรีลังกา และกรีซ ที่มีสาเหตุจากปัจจัยหลักๆ ไม่ว่าจะเป็น การบริหารเศรษฐกิจที่ผิดพลาด
นโยบายการเงินการคลังที่หละหลวมและอ่อนแอ การพึ่งพารายได้จากสินค้าและบริการแต่เพียงอย่างเดียว หนี้สาธารณะจำนวนมาก และผลกระทบจากวิกฤตการณ์ภายนอกประเทศ อันอาจนำไปสู่การล่มสลายทางเศรษฐกิจในที่สุด
ทั้งนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ได้คาดการณ์ว่า ในอนาคต ขนาดเศรษฐกิจของประเทศไทยจะตกลงไปอยู่อันดับที่ 5 ของภูมิภาคอาเซียน ในปี 2573 หรือ อีก 5 ปีข้างหน้า เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือ GDP ที่คาดว่าจะรั้งท้ายประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ติดต่อกันเป็นเวลา 5 ปี โดยขนาดเศรษฐกิจไทยในปี 2567 อยู่ที่ประมาณ 5.26 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ในอาเซียน โดยมีอินโดนีเซียและสิงคโปร์เป็นอันดับที่ 1 และ 2 ตามลำดับ
ประเทศไทยติดหล่มความขัดแย้งทางการเมืองมาเป็นเวลานานกว่า 20 ปี ทำให้ภาคเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสาธารณูปโภคพื้นฐานและอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เป็นเครื่องจักรสำคัญในการกระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการขนส่งและอุตสาหกรรมการผลิต ขาดการปรับปรุงและพัฒนา ทำให้ไทยหล้าหลังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคในเรื่องของนวัตกรรมและเทคโนโลยี

นอกจากนี้ ผู้มีอำนาจทางการเมืองยังออกกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ที่เอื้อต่อการผูกขาดทางการค้าของกลุ่มนายทุนใหญ่ ที่ล้วนเป็นสปอนเซอร์หรือ “ผู้สนับสนุนหลัก” ให้กับพรรคการเมืองในการเข้ามาบริหารประเทศ ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้การกระจายรายได้กระจุกอยู่แต่ในกลุ่มทุนเพียงบางกลุ่มเท่านั้น ผลที่ตามมาก็คือความเหลื่อมล้ำของชนชั้น ที่ขยายห่างขึ้นทุกที หรือที่เรียกอีกอย่างว่า “รวยกระจุก จนกระจาย” เกิดเป็นปริมาณหนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้นจนติดเพดาน เกินแก้ไขและเยียวยา
การที่รัฐบาลปัจจุบันจะซื้อหนี้เสียของประชาชนหรือผู้ประกอบการรายย่อย โดยให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เข้ามาจัดการ จึงอาจเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุ ที่จะบรรเทาหรือกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงชั่วขณะ ในขณะที่ปัญหาที่ฝังรากลึกในเศรษฐกิจของไทยยังไม่ได้รับการแก้ไข ประเทศไทยจึงเป็นเหมือนผู้ป่วยเรื้อรังที่นอนติดเตียงรอวันตาย การผ่าตัดใหญ่จึงน่าจะเป็นเพียงทางรอดเดียวสำหรับผู้ป่วยรายนี้ โครงการคนละครึ่งพลัสเชื่อได้ว่าน่าจะมีผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้บ้างแต่น่าจะได้เป็นบางส่วนเท่านั้น ทั้งนี้ ยังรวมถึงการกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวภายในประเทศโดยเฉพาะเมืองรองที่น่าจะช่วยเพิ่มนักท่องเที่ยวภายในประเทศได้จำนวนหนึ่ง

IMF วิเคราะห์เศรษฐกิจอาเซียนปีนี้ระบุว่า ประเทศไทยจะเติบโตต่ำที่สุดในภูมิภาคอาเซียนในปีนี้ โดยไทยจะโตเพียง 2% ในปี 2568 เปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอย่างเช่นเวียดนามที่จะโตถึง 6.5% ฟิลิปปินส์ 5.4% อินโดนีเซีย 4.9% มาเลเซีย 4.5% สิงคโปร์ 2.2% กัมพูชา 4% เมียนมาร์ 3% และลาวที่ 2.5% โดยในไตรมาสที่ 4 คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพียง 0.3% เท่านั้น
ในขณะที่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในปีหน้า (2569) ประเทศไทยจะมีการเติบโตเพียง 1.6% เปรียบเทียบกับเวียดนามที่จะมีการเติบโตเป็นอันดับที่หนึ่งในอาเซียนที่ 5.6% ฟิลิปปินส์ที่ 5.7% อินโดนีเซียที่ 4.9% มาเลเซียที่ 4% และสิงคโปร์ที่ 1.8%
โดย ดร. ชาติชัย พาราสุข นักเศรษฐศาสตร์อิสระ ได้เขียนบทความตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ชี้ให้เห็นว่า ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยกำลังอยู่ในอาการ “โคม่า” และต้องการการรักษาให้ฟื้นตัวอย่างเร่งด่วน การโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง การรักษาเล็กๆ น้อยๆ ไม่อาจแก้ปัญหาได้ แต่ทางออกที่แท้จริงจะยากลำบากและเจ็บปวด
ลักษณะของอาการโคม่าของเศรษฐกิจไทยมีอยู่ 3 ประการด้วยกัน กล่าวคือ ลักษณะที่ 1 คือ จีดีพีโตต่ำ และจะต่ำที่สุดในภูมิภาคไปอีก 5 ปีข้างหน้า หรือจนถึงปี 2573 โดย IMF คาดการณ์ว่า Nominal GDP Growth เฉลี่ยของไทยจนถึงปี 2573 จะอยู่ที่ 2.8% ในขณะที่ Real GDP Growth เฉลี่ยของไทยใน 5 ปีข้างหน้าจะอยู่ที่เพียง 1.8% และคาดการณ์ว่าขนาดเศรษฐกิจของไทยจะตกลงจากประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่อันดับที่ 3 ในอาเซียน มาเป็นอันดับที่ 5

เปรียบเทียบกับเพื่อนบ้าน เวียดนามจะมีการเจริญเติบโตของ Nominal GDP เฉลี่ยใน 5 ปีข้างหน้า ที่ 6.3% ฟิลิปปินส์ที่ 8.5% อินโดนีเซีย 7.3% มาเลเซีย 6% และสิงคโปร์ที่ 4.3%
ลักษณะที่ 2 คือ ภาระหนี้สินที่สูงลิ่ว รวมถึงหนี้เสียที่ถูกซ่อนเอาไว้ (Hidden NPLs) อัตราหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีของไทยสูงถึง 88.2% สูงเป็นอันดับ 7 ของโลก โดย 60% เป็นหนี้ที่ไม่ใช่สินเชื่อที่อยู่อาศัย เป็นหนี้ที่ไม่กระตุ้นให้เกิดรายได้ (Non-Productive) และสูงเกินกว่าที่ลูกหนี้จะชำระคืนได้ ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของไทยอยู่ที่ 3% ฉะนั้นเราจะต้องมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 4.8% ที่เพียงพอที่จะครอบคลุมภาระดอกเบี้ยเงินกู้ได้เท่านั้น
ในขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเชื่อว่าอัตรา NPLs หรือหนี้เสียภาคเอกชนอยู่ที่ 2.83% แต่ NPLs ที่แท้จริงคาดว่าอาจจะสูงถึง 20% ของจีดีพีของประเทศ การที่ธนาคารไทยมีลูกหนี้ที่ดีน้อยลงทำให้ธนาคารไทยมีระบบธนาคารไทยมีการเติบโตสินเชื่อติดลบถึง 15 เดือนติดต่อกัน มีการเติบโตต่ำและการขยายตัวของหนี้เสียจะคงดำเนินต่อไป ไทยจึงต้องปรับปรุงความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้อย่างแท้จริง และต้องหยุดการปรับโครงสร้างหนี้ปลอมเพียงเพื่อให้ธนาคารกลับมาทำงานได้อีกครั้งหนึ่ง
ลักษณะที่ 3 คือประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันต่ำ ระบบอุตสาหกรรมของไทยไม่สามารถสร้างรายได้ที่สูงเพียงพอสำหรับการเติบโตและการชำระหนี้ได้ ถ้าไทยต้องการมีรายได้ต่อหัวเทียบเท่ากับมาเลเซียซึ่งมีรายได้สูงกว่าเราถึงสองเท่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงการผลิตไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง โดยต้องปฏิรูปสู่ระบบอุตสาหกรรมที่เน้น STEM ซึ่งก็คือ วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรม (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics)
นอกยากนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องยกเครื่องระบบการศึกษาทั้งหมด ซึ่งอาจต้องใช้เวลายาวนานถึง 20 ปี
ผู้เขียน : ดร.ขวัญชัย รุ่งฟ้าไพศาล อดีตบรรณาธิการ โต๊ะข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการมากว่า 30 ปี