สงครามการค้าโลก “จีน-อเมริกา” โอกาสไทยเป็นฐานผลิตสินค้า จี้ รัฐสร้างแรงจูงใจนักลงทุน

ทีมออนไลน์

ทีมออนไลน์

15 ตุลาคม 2568

สงครามการค้าโลก “จีน-อเมริกา” โอกาสไทยเป็นฐานผลิตสินค้า จี้ รัฐสร้างแรงจูงใจนักลงทุน

คอลัมน์ : ห้อยหัววิเคราะห์ข่าว

ประเทศไทยควรเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือสงครามการค้าโลกที่เกิดขึ้นจากข้อพิพาททางการค้าและการตอบโต้กันไปมาระหว่าง 2 ประเทศมหาอำนาจ ที่ได้สร้างความปั่นป่วนให้กับอุตสาหกรรมการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยผู้ผลิตในหลากหลายอุตสาหกรรมจำต้องขยายฐานผลิตของตนออกนอกประเทศสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อกระจายความเสี่ยง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถือเป็นภูมิภาคสำคัญที่เอื้อต่อการลงทุน อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังเจอคู่แข่งที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ที่ต้องการดึงดูดนักลงทุนเข้าสู่ประเทศของตนเองเช่นกัน

รัฐบาลไทยควรเร่งสร้างแรงจูงใจให้นักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง ผ่านการให้สิทธิประโยชน์ในการลงทุน การปรับปรุงกระบวนการขออนุญาตการลงทุนและจัดตั้งโรงงานให้มีความสะดวก ง่ายดายและโปร่งใส ไม่ติดขั้นตอนระบบข้าราชการที่ยุ่งยากและซับซ้อน รวมถึงการพัฒนาทักษะของแรงงานภายในประเทศให้ตอบรับกับอุตสาหกรรมใหม่ๆ และความต้องการของนักลงทุน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไทยจะต้องระวังคือการไหลทะลักของสินค้าจากประเทศจีนที่จะใช้กลยุทธ์ราคาเป็นตัวดึงดูด รวมทั้งบรรดาสินค้าสวมสิทธิ์ที่อาจจะใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการส่งออกไปยังสหรัฐฯ โดยประเทศไทยจะถูกตรวจสอบจากสหรัฐฯ ในประเด็นดังกล่าวอย่างเข้มงวด

ความไม่แน่นอนในการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนอาจนำมาซึ่งสงครามการค้าโลกรอบใหม่และสร้างผลกระทบอันใหญ่หลวงแก่ระบบห่วงโซ่อุปทานและฐานการผลิตทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศข่มขู่ที่จะจัดเก็บภาษีจีนในอัตรา 100% ในทุกรายการสินค้า รวมถึงการควบคุมการส่งออกซอฟต์แวร์สำคัญทุกประเภท โดยมีผล 1 พฤศจิกายน นี้ เพื่อเป็นการตอบโต้จีนที่ได้ประกาศควบคุมการส่งออกแร่หายาก (Rare Earth) ไปยังสหรัฐฯ โดยแร่หายากนี้ถือเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์จีนออกมาแถลงตอบโต้สหรัฐฯ ว่าจีนไม่ต้องการสงครามการค้า แต่ก็ไม่กลัวหากต้องเผชิญหน้าสหรัฐฯ ถ้าทรัมป์ไม่เคารพข้อตกลงที่เคยตกลงกันไว้ จีนก็พร้อมจะตอบโต้กลับอย่างเด็ดขาด ถ้อยแถลงอย่างเด็ดขาดของจีนทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์มีท่าทีอ่อนลงและเปิดทางสู่การเจรจากับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ที่จะมีขึ้นเร็วๆ นี้ โดยทรัมป์กล่าวว่าประธานาธิบดีสีคงไม่ต้องการให้เศรษฐกิจตกต่ำในประเทศจีนและเขาก็ไม่ต้องการเช่นกัน สหรัฐฯ ต้องการที่จะช่วยจีน ไม่ใช่ทำร้ายจีน

จากปรากฎการณ์ดังกล่าว จะเห็นได้ถึงการเปลี่ยนแปลงท่าทีของทรัมป์จากการเผชิญหน้ามาเป็นการเจรจาต่อรอง ส่งผลถึงความไม่แน่นอนของสงครามการค้าโลกรอบใหม่นี้ โดยประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีสีจะมีการพบปะเจรจากันในการประชุมเอเปกที่จะจัดให้มีขึ้นที่เกาหลีใต้ปลายเดือนตุลาคมนี้ อย่างไรก็ตาม การตอบโต้กันไปมาระหว่างสหรัฐฯ และจีนได้สร้างความปั่นป่วนให้กับเศรษฐกิจ รวมถึงตลาดทุนตลาดเงินทั่วโลกที่ยังคงตื่นตระหนกเกี่ยวกับสงครามการค้าครั้งใหม่นี้ และจะปั่นป่วนมากยิ่งขึ้น หากการเจรจาที่จะมีขึ้นที่เกาหลีใต้ไม่ได้ข้อยุติที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย การขึ้นภาษีนำเข้าของทรัมป์ยังทำให้เศรษฐกิจโลกชะงักงันเนื่องจากนักลงทุนทั่วโลกชะลอการลงทุนเพื่อรอดูสถานการณ์ให้มีความแน่นอนก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนในโครงการใดๆ

หากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนยืดเยื้อ ผู้ผลิตสินค้า และผู้ประกอบการอื่นๆ ในห่วงโซ่อุปทาน ที่มีฐานผลิตในประเทศทั้งในจีนและสหรัฐจะต้องปรับตัวขนานใหญ่เพื่อหลีกเลี่ยงและบรรเทาผลกระทบดังกล่าว และหนึ่งในทางเลือกที่ทำได้คือการกระจายฐานผลิตไปยังประเทศอื่นๆ รวมถึงหาตลาดใหม่ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยง ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้น่าจะเป็นพื้นที่สำคัญในการตั้งฐานผลิต เนื่องจากมีขนาดของตลาดที่มีสเกลขนาดใหญ่ มีประชากรที่เป็นผู้บริโภคจำนวนมาก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศยุทธศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็น ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เป็นต้น

เกณฑ์หลักๆ ที่นักลงทุนใช้ในการตัดสินใจเข้ามาลงทุน เช่นการตั้งโรงงาน ในประเทศหนึ่งๆ น่าจะเป็นขนาดของตลาดภายในประเทศ รวมถึงกฎระเบียบต่างๆ ที่รัฐบาลในแต่ละประเทศตั้งไว้จะต้องเอื้อต่อการลงทุน และกระบวนการและขั้นตอนการขออนุญาตและจัดตั้งโรงงานควรง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อน และโปร่งใส สุดท้าย แรงงานภายในประเทศจะต้องมีทักษะที่ดี และสนองตอบต่อความต้องการของนักลงทุนและโรงงานผลิตนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี

สำหรับประเทศไทยแล้ว ปี 2569 ถือเป็นปีที่ท้าทายทางเศรษฐกิจเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากกำลังซื้อของภาคประชาชนไม่ค่อยดี ทำให้การขยายตัวด้านอุปโภคบริโภคตกต่ำ สินค้าและบริการไม่กล้าปรับขึ้นราคา ทำให้อัตราเงินเฟ้อค่อนข้างต่ำและมีความเสี่ยงต่อสภาวะเงินฝืดภายในประเทศ ปีหน้าประเทศไทยอาจจะหลุดกรอบเงินเฟ้อที่วางไว้ที่ 1% ถึง 3% โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่แค่เพียง 0.5% ปัจจัยดังกล่าวทำให้ผู้ผลิตสินค้าไม่ขยายกำลังการผลิต ไม่มีการเพิ่มการจ้างแรงงาน และไม่มีการลงทุนเพิ่มในระบบเศรษฐกิจไทย

โดยเงินลงทุนจำนวนหนึ่งอาจหันไปลงทุนต่างประเทศ เช่นการลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศ เนื่องจากตลาดหุ้นไทยไม่น่าสนใจ โครงสร้างเศรษฐกิจไทยในเชิงการกระจายรายได้ ยังกระจายรายได้ได้ไม่ค่อยดี โดยเม็ดเงินส่วนใหญ่ไม่ตกถึงคนทั่วไป แต่ไปกระจุกในบางกลุ่มธุรกิจเท่านั้น

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าศักยภาพ โดยธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์เศรษฐกิจไทยจะมีการเจริญเติบโตที 2.2% ปีนี้ ในขณะที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ได้คาดการณ์เศรษฐกิจไทยที่จะโตเพียง 1.8%-2.3% ปีนี้ การคาดการณ์ดังกล่าวต่ำกว่าศักยภาพของเศรษฐกิจไทยที่ควรโตได้มากกว่านี้ คือควรโตได้ในระดับ 2.5%-2.8% โดยในปี 2567 ประเทศไทยมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 2.5%

ธนาคารแห่งประเทศไทยยังคาดการณ์เศรษฐกิจไทยที่จะขยายตัวเพียง 1.6% ในปี 2569 อันเป็นผลจากสภาวะซบเซาในหลายๆ ภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นการส่งออกที่อาจจะติดลบหรือขยายตัวเพียง 1% ในปีหน้า เทียบกับปี 2568 ที่มีอัตราการขยายตัว 10% ประเทศไทยยังเจอภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ซึ่งอาจจะมีผลต่อระบบห่วงโซ่อุปทานและการโยกย้ายฐานการลงทุนของนักลงทุน

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังไม่สามารถบริหารจัดการเรื่องการท่องเที่ยวได้ดีนัก ทำให้นักท่องเที่ยวที่จะมาประเทศไทยค่อนข้างทรงตัวในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยประเทศไทยสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ถึง 35.5 ล้านคนในปี 2567 และคาดว่าจะลดลงเหลือ 33 ล้านคนในปีนี้ ในขณะที่ในปี 2569 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาประเทศไทยจำนวน 35 ล้านคน

ผู้เขียน : ดร.ขวัญชัย รุ่งฟ้าไพศาล อดีตบรรณาธิการ โต๊ะข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการมากว่า 30 ปี