ปัญหาเศรษฐกิจรุมเร้า รัฐบาลจะอยู่หรือไป ?
ทีมออนไลน์
21 พฤษภาคม 2568

คอลัมน์ : ห้อยหัววิเคราะห์ข่าว
ปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้ารัฐบาลแพทองธารอยู่ในปัจจุบันอาจเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ตัดสินชะตาของรัฐบาลชุดนี้ เนื่องจากมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง ทำให้ความเชื่อมั่นที่มีต่อเศรษฐกิจและรัฐบาลที่บริหารประเทศลดลงไปตามลำดับ นอกจากนี้ รัฐบาลยังประสบความล้มเหลวในนโยบายทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้กับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นนโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัลหรือ Digital Wallet การแจกเงินหนึ่งหมื่นบาทเฟส 1 และ 2 ให้กับกลุ่มเปราะบาง 14.55 ล้านคน อันได้แก่ ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้พิการ และผู้มีรายได้น้อย ที่ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง
ในขณะที่รัฐบาลได้ประกาศชะลอการแจกเงินดิจิทัลหนึ่งหมื่นบาทเฟส 3 แก่เด็กวัยรุ่นอายุ 16-20 ปี จำนวน 2.7 ล้านคน โดยโยกงบประมาณจำนวน 1.57 แสนล้านบาท ไปใช้ในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและการลงทุนขนาดเล็ก เช่น น้ำอุปโภค-บริโภค คมนาคม เกษตร การท่องเที่ยวเมืองรอง และการแก้ปัญหาให้กับ SMEs เป็นต้น เพื่อก่อให้เกิดการจ้างงานและสร้างรายได้ให้กับภาคประชาชน และเตรียมตัวในการรับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากนโยบายทางภาษีของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเผชิญสัญญาณเตือนภัยทางเศรษฐกิจที่ต้องการความเชี่ยวชาญอย่างยิ่งและผู้ที่รู้จริงในการแก้ไข หากไม่ได้รับการแก้ไขที่ถูกต้องและตรงจุดแล้ว ปัญหาเศรษฐกิจอาจจะกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่กัดกร่อนเสถียรภาพของรัฐบาลและฐานเสียงสนับสนุน นอกเหนือไปจากปัญหาอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ปัญหาการทุจริตคอรับชัน การบิดเบือนหลักนิติรัฐเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง พวกพ้องและกลุ่มนายทุน เป็นต้น โดยปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้ารัฐบาลในปัจจุบัน ได้แก่…

จีดีพีวูบ
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ฯ ได้รายงานเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกของปี 2568 มีอัตราการเติบโตของจีดีพีที่ 3.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2567 และโต 0.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ตัวที่ขับเคลื่อนหลักคือการลงทุนรวมซึ่งโต 4.7% ส่วนใหญ่มาจากการลงทุนภาครัฐพุ่งไปถึง 26.3% ในขณะที่การลงทุนภาคเอกชนกลับติดลบที่ 0.9% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภาคเอกชนยังระมัดระวังตัวในการลงทุนอยู่ อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมที่โดดเด่นคือภาคการส่งออกที่โต 13.8% (ปริมาณ) ในไตรมาสที่ 1 และโต 15% เมื่อคิดเป็นมูลค่า เนื่องจากมีการเร่งรัดการส่งออกไปยังประเทศสหรัฐฯ เพื่อตัดหน้าการขึ้นกำแพงภาษีของทรัมป์
อย่างไรก็ตาม สภาพัฒน์ฯ ได้คาดการณ์อัตราการโตของจีดีพีรวมของทั้งปี 2568 ไว้ที่ระหว่าง 1.3%-2.3% หรือที่ประมาณ 1.8% ซึ่งต่ำกว่าจีดีพีของปี 2567 ที่ 2.5% นอกจากนี้ ประเทศไทยยังอาจเป็นประเทศที่จีดีพีโตรั้งท้ายที่สุดในอาเซียน โดยข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญได้แก่ ภาระหนี้สินครัวเรือนและภาคธุรกิจที่อยู่ในระดับสูง การชะลอตัวของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก ผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าสหรัฐฯ ที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าของไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 และความเสี่ยงจากความผันผวนในภาคเกษตรทั้งผลผลิตและราคาสินค้าเกษตรที่สำคัญๆ
ในขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 โตเพียง 1.4% โดยเศรษฐกิจในไตรมาส 2 และช่วงที่เหลือของปีนี้มีแนวโน้มการขยายตัวในอัตราที่ชะลอท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูง โดยเฉพาะการตั้งกำแพงภาษีนำเข้าหรือภาษีต่างตอบแทนของสหรัฐฯ แม้จะเริ่มมีข้อตกลงทางการค้าออกมาโดยเฉพาะกับจีน แต่สำหรับประเทศไทยแล้ว ยังไม่มีการพูดคุยและกำหนดเวลาที่ชัดเจน ในขณะที่แรงส่งจากการท่องเที่ยวในปีนี้คาดว่าจะติดลบจากการลดลงอย่างชัดเจนของนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนและประเทศต่างๆ ในอาเซียนด้วยกัน โดยได้ปรับลดจำนวนนักท่องเที่ยวในปีนี้ลงมาอยู่ที่ 34.5 ล้านคน หดตัวจากปีก่อนหน้าที่ 2.8%

หนี้ครัวเรือนพุ่ง
บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือเครดิตบูโร เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับหนี้ของคนไทย ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2568 โดยพบว่าคนไทยเป็นหนี้สูงถึง 16.2 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนเกือบเท่าจีดีพีของประเทศในปีที่ผ่านมา (2567)
โดยหนี้ที่อยู่ในระบบของเครดิตบูโรมีจำนวนทั้งสิ้น 13.54 ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นหนี้บ้านที่ 37.9% รองลงมาคือหนี้ส่วนบุคคลที่ 19.4% และหนี้รถยนต์ที่ 17.4% ในขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือหนี้เสีย (NPL) อยู่ที่ 1.19 ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นหนี้ส่วนบุคคลที่ 22.7% รองลงมาคือหนี้รถยนต์ที่ 22.4% และหนี้บ้านที่ 19.5%
ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงลิบลิ่วส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อและการบริโภคของประชาชนที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเห็นได้จากการบริโภคภาคเอกชนที่มีการเติบโตที่ชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด โดยการบริโภคภาคเอกชนมีอัตราการเติบโตแค่ 2.5% ในไตรมาสแรกของปี 2568 นี้ ลดลงจากอัตราการเติบโตที่ควรจะเป็นที่ 5-6% ภายใต้ความกังวลของภาคเอกชนเกี่ยวกับหนี้ครัวเรือนที่สูงเกือบติดเพดาน การเพิ่มขึ้นของหนี้เสียในระบบ และปัญหาคนว่างงาน ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของประชาชน
คนไทยตกงาน
สำนักงานสถิติแห่งชาติพบคนไทยว่างงานพุ่ง 3.6 แสนคนในไตรมาสที่ 1 ปี 2568 โดยเฉพาะงานในกลุ่มค้าส่งค้าปลีก กลุ่มบริการซ่อมรถยนต์ และงานก่อสร้าง เป็นต้น โดยในไตรมาส 1 พบว่าประเทศไทยมีประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไปจำนวน 59.36 ล้านคน โดยเป็นผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงานจำนวน 40.09 ล้านคน หรือคิดเป็น 67.54% และที่เหลืออยู่นอกกำลังแรงงานที่ประมาณ 19.27 ล้านคน หรือคิดเป็น 32.46%
จากกำลังแรงงานรวม 40.09 ล้านคน เป็นผู้มีงานทำจำนวน 39.38 ล้านคน ผู้ว่างงานจำนวน 3.6 แสนคน และผู้รอฤดูกาลจำนวน 3.5 แสนคน โดยผู้มีงานทำลดลงประมาณ 2 แสนคน หรือลดลง 0.51% เทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า
ปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ได้กลายเป็นความท้าทายที่หลากหลายอุตสาหกรรมในประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ หลายโรงงานต้องชะลอการผลิตหรือปิดตัวลง ส่งผลต่อความต้องการแรงงานและการจ้างงาน ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยในไตรมาสแรกของปี 2568 นี้ มีอัตราการว่างงานของแรงงานในประเทศไทยอยู่ที่ 0.9%

นักท่องเที่ยวจีนซบ
สถานการณ์การท่องเที่ยวล่าสุดของประเทศไทย (วันที่ 1 มกราคม – 14 พฤษภาคม 2568) เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 พบว่า ประเทศไทยมีรายได้รวมจากการท่องเที่ยวสะสม 1.034 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.73% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยแบ่งเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวน 13.12 ล้านคน สร้างรายได้ 621,069 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.13% และนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ท่องเที่ยวภายในประเทศจำนวน 76.95 ล้านคน สร้างรายได้ 413,877 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.15% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวจากจีนที่เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด โดยมีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก 3.5 ล้านคน ในปี 2566 มาเป็น 6.7 ล้านคนในปี 2567 แต่ในปี 2568 นี้ (ข้อมูลระหว่าง 1 มกราคม – 20 เมษายน) นักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาเที่ยวประเทศไทยกลับมีเพียง 1.5 ล้านคน ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายมาก และลดลงถึง 24% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ในขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างญี่ปุ่นและเวียตนามกลับสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนได้เพิ่มขึ้นถึง 78% ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2568 โดยญี่ปุ่นมีนักท่องเที่ยวจีนจำนวน 2.36 ล้านคน ส่วนเวียตนามมีเกือบ 1.6 ล้านคน แซงหน้าประเทศไทยที่มีเพียง 1.33 ล้านคนในช่วงเดียวกัน สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว หรือแอตต้า คาดการณ์ว่าปี 2568 นี้ จะมีนักท่องเที่ยวจีนมาไทยเพียง 5.5 ล้านคนเท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าปี 2567 ที่มีนักท่องเที่ยวจีนมาประเทศไทยถึง 6.7 ล้านคน สะท้อนถึงสถานการณ์วิกฤตที่รุนแรงและต้องการการแก้ไขโดยด่วนที่สุดจากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

อุตสาหกรรมการผลิตและส่งออกหดตัว
การผลิตของภาคอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนถึง 28% ของจีดีพี และเป็นหัวหอกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยในช่วงปี 2543-2550 มีการขยายตัวที่ 9.5% และ 4.1% ในช่วงปี 2553-2561 ในขณะที่ใน 5 ไตรมาสสุดท้าย การผลิตของภาคอุตสาหกรรมมีการขยายตัวเพียงแค่ 0.5%
ในขณะที่ประเทศไทยมีการส่งออกสูงถึง 29,584 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และขยายตัวแข็งแกร่งถึง 17.8% ในเดือนมีนาคม 2568 ทำให้ไตรมาสแรกโดยรวมเติบโตถึง 15.2% แต่การเติบโตดังกล่าวเป็นการที่ผู้ประกอบการเร่งส่งออกล่วงหน้าเพื่อหนีผลกระทบจากนโยบายทางภาษีและมาตรการทางการค้าใหม่ๆ ของทรัมป์ ที่อยู่ระหว่างการพักการขึ้นกำแพงภาษีเป็นเวลา 90 วัน
สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) และศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ชี้ตรงกันว่า แม้ไตรมาส 2 อาจยังพอไปได้ แต่ ตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป คำสั่งซื้อสินค้ามีแนวโน้มจะลดลงอย่างฮวบฮาบ เนื่องจากผู้นำเข้าได้เร่งสต็อกสินค้าไปแล้วก่อนหน้านี้ สถานการณ์นี้สร้างความกังวลอย่างยิ่งต่อภาคส่งออกไทยในระยะกลางถึงยาว และอาจทำให้เห็นตัวเลขการส่งออกติดลบในช่วงครึ่งปีหลังนี้
ความเชื่อมั่นลด
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ชี้ว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนเมษายน ปี 2568 อยู่ที่ระดับ 55.4 ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และต่ำสุดในรอบ 7 เดือนนับตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว โดยเหตุผลหลักคือการกังวลต่อสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังคงฟื้นตัวช้า ภาวะค่าครองชีพที่สูง รวมถึงสงครามการค้าโลกที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ในขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยโดยรวมอยู่ที่ 49.3 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานอยู่ที่ 53.0 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 63.9 ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงทุกรายการต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 เช่นเดียวกัน
โดยสรุปแล้ว ปัญหาเศรษฐกิจที่ยาวเหยียดนี้ต้องการความตระหนักรู้และความต้องการในการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนจากรัฐบาล โดยเปรียบประเทศไทยเหมือนกับคนไข้ในห้องไอซียูที่ต้องการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านให้เข้ามารักษาอย่างทันท่วงที รัฐบาลจึงควรมีความรู้สึกเร่งด่วน หรือ Sense of Urgency ที่ตระหนักได้ว่าปัญหาเศรษฐกิจถือเป็นภัยพิบัติร้ายแรงที่รัฐบาลต้องใส่ใจและแก้เร่งแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม หลีกเลี่ยงการสร้างภาพลวงตาให้ประชาชนเห็นว่าเศรษฐกิจไทยยังเฟื่องฟู อย่ารอให้เป็นไฟลนก้นจนไม่สามารถแก้ไขได้ ถ้าไม่อยากให้ประเทศไทยต้องล่มสลายทางเศรษฐกิจ และถูกบันทึกในประวัติศาสตร์ว่ารัฐบาลเป็นส่วนหนึ่งของการล่มสลายนั้น…
ผู้เขียน : ดร.ขวัญชัย รุ่งฟ้าไพศาล อดีตบรรณาธิการ โต๊ะข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการมากว่า 30 ปี