แรงงานไทยขาดทักษะด้าน AI ความท้าทาย “รัฐบาลอนุทิน” ต้องรีบแก้!
ทีมออนไลน์
8 ตุลาคม 2568

คอลัมน์ : ห้อยหัววิเคราะห์ข่าว
นอกเหนือไปจากการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น เช่น การออกโครงการคนละครึ่งพลัส รัฐบาลภูมิใจไทยที่นำโดยนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ยังจำเป็นต้องวางโครงสร้างพื้นฐานในการปฏิรูปเศรษฐกิจในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรมการผลิตขนาดใหญ่ SMEs และกลุ่มสตาร์ทอัพ ที่ต้องการเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างเช่น AI ในการขับเคลื่อนธุรกิจ
โดยอุปสรรคสำคัญๆ ต่อการนำเอาเทคโนโลยี AI มาใช้ในประเทศไทยมีตั้งแต่การเรียนรู้ทักษะใหม่ทั้งหมด (reskill) และการพัฒนาทักษะเดิมที่มีอยู่ให้ดียิ่งขึ้น (upskill) พนักงานให้มีทักษะความรู้ด้านดิจิทัล และเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น AI การที่ธุรกิจต่างๆ จะต้องรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้นในการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ในธุรกิจ รวมถึงกฎระเบียบต่างๆ ที่ยังมีความไม่แน่นอน รัฐบาลจึงควรใช้โอกาสนี้ในการค้นหาความร่วมมือกับภาคเอกชนและหน่วยงานด้านการศึกษาในการสร้างบุคลากรในยุคดิจิทัลและ AI ให้ทันต่อความต้องการของภาคธุรกิจในอนาคต
ทั้งนี้ เพื่อสร้างความเข้าใจได้ดียิ่งขึ้นเกี่ยวกับแนวโน้มการนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาใช้ รวมถึงนวัตกรรม และการแข่งขันทางเศรษฐกิจในประเทศไทย Amazon Web Services หรือ AWS ได้มอบหมายให้ Strand Partners ดำเนินการสำรวจว่าบริษัทต่างๆ มีการปรับใช้ AI อย่างไร โดยการสำรวจได้ดำเนินการต่อธุรกิจจำนวน 1,000 ราย และประชาชนทั่วไปจำนวน 1,000 คน
จากผลสำรวจเห็นได้ว่า อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ธุรกิจในประเทศไทยไม่สามารถใช้เทคโนโลยี AI ได้อย่างเต็มที่ โดยธุรกิจต่างๆ ทั่วประเทศไทยระบุว่าการขาดทักษะด้านดิจิทัลและ AI เป็นความท้าทายอันดับต้นๆ ของการนำ AI มาใช้ โดย 47% ของธุรกิจกล่าวว่ามันเป็นอุปสรรคต่อการนำ AI มาใช้หรือขยายการใช้งาน ธุรกิจต่างๆ คาดหวังว่าความรู้ด้าน AI จะมีความสำคัญต่อตำแหน่งงานถึง 61% ในอีก 3 ปีข้างหน้า และมีเพียง 29% ของธุรกิจเท่านั้นที่รู้สึกว่าตนพร้อมด้วยทักษะที่มีอยู่ในปัจจุบัน อุปสรรคด้านทักษะเห็นได้อย่างชัดเจนที่สุดในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและไอทีที่ 60% รองลงมาคืออุตสาหกรรมการผลิตที่ 55% และอุตสาหกรรมค้าปลีกที่ 54%

โดยการสำรวจชี้ว่ามีประมาณ 34% ของพนักงานในประเทศไทยที่ได้เข้าร่วมการฝึกอบรมหรือเพิ่มทักษะด้านดิจิทัลในปีที่ผ่านมา จากช่องว่างทางทักษะดังกล่าว ธุรกิจต่างๆ กล่าวว่าพวกเขายินดีที่จะเพิ่มข้อเสนอเงินเดือน 36% ให้กับผู้สมัครงานที่มีทักษะด้าน AI ที่แข็งแกร่ง
นอกจากอุปสรรคด้านทักษะแล้ว ธุรกิจไทยกำลังเผชิญกับต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เพิ่มขึ้น โดยประมาณการว่า 27 ดอลลาร์จากทุกๆ 100 ดอลลาร์ที่ใช้ไปกับเทคโนโลยีจะถูกนำไปใช้เป็นต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติตามกฎระเบียบทั้งในระดับนานาชาติและในประเทศ ธุรกิจต่างๆ ทั่วโลกยังเผชิญกับความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบที่เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีการพิจารณากฎเกณฑ์ใหม่สำหรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น AI นอกจากนี้ 38% ของธุรกิจไทยยังระบุว่าต้นทุนเบื้องต้นที่รับรู้เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการนำ AI มาใช้ ธุรกิจ 4 ใน 10 (42%) ยังรายงานถึงความจำเป็นที่ต้องมีความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับผลตอบแทนจากการลงทุนของ AI แม้ว่าธุรกิจที่ใช้ AI ถึง 67% จะมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยมีรายได้เติบโตเฉลี่ยถึง 17%
จากการสำรวจ พบว่ามีธุรกิจจำนวน 150,000 รายในประเทศไทยที่มีการใช้ AI ในปีที่แล้ว โดยพบว่ามีการใช้ AI อย่างน้อย 1 ครั้งในทุกๆ 3 นาที ปัจจุบันมีธุรกิจประมาณ 600,000 รายที่มีการใช้ AI คิดเป็น 33% ของธุรกิจทั้งประเทศ สัดส่วนของธุรกิจที่มีการใช้ AI เพิ่มขึ้นจาก 24% ในปีที่แล้ว จากการสำรวจ พบว่าภาคการผลิตมีการใช้ AI มากที่สุด คิดเป็นสัดส่วนถึง 51% ของทั้งประเทศ ตามมาด้วยภาคไอทีและเทคโนโลยี ที่ 50% ภาคบริการการเงินที่ 46% โดย 82% ของธุรกิจที่ใช้ AI มีความคาดหวังว่า AI จะช่วยด้านความเจริญเติบโต และ 78% ต้องการลดต้นทุนธุรกิจ

ธุรกิจที่มีการใช้ AIได้เล็งเห็นถึงผลประโยชน์ อันได้แก่ การเพิ่มรายได้ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มผลผลิตและประสิทธิภาพทางธุรกิจ เห็นได้จาก 67% ของธุรกิจที่ใช้ AI มีรายได้เพิ่มขึ้น ในขณะที่ 81 ของธุรกิจมีประสิทธิผลที่ดียิ่งขึ้น
นอกจากนี้ AI ยังช่วยให้ธุรกิจปรับปรุงการบริการและความสัมพันธ์กับลูกค้า (44%) รวมถึงช่วยให้ธุรกิจลงทุนในการฝึกอบรมพนักงาน (38%) และพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ๆ (35%)
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจส่วนใหญ่ที่มีการใช้เทคโนโลยี AI ยังคงใช้ในงานพื้นฐาน โดยมีเพียง 10% ของธุรกิจเท่านั้นที่เข้าถึงขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงสูงสุดของการบูรณาการ AI ในการใช้ AI 72% ของธุรกิจที่ใช้ AI มักจะใช้ในงานพื้นฐาน เช่นการปรับปรุงประสิทธิภาพ และทำให้กระบวนการทำงานง่ายยิ่งขึ้น ในขณะที่ 18% ของธุรกิจบูรณาการ AI เข้ากับฟังก์ชันทางธุรกิจที่กว้างขวางขึ้น และ 10% กำลังใช้ AI เป็นเสาหลักพื้นฐานของกลยุทธทางธุรกิจและด้วยวัตถุประสงค์ขั้นสูง องค์กรเหล่านี้กำลังรวบรวมเครื่องมือหรือโมเดล AI เข้าด้วยกันเพื่องานที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น และกำลังสร้างระบบ AI ที่กำหนดเองเพื่อเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานของพวกเขา
เมื่อเปรียบเทียบขนาดของธุรกิจ พบว่า สตาร์ทอัพไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม AI โดย 50% ของสตาร์ทอัพได้เริ่มก้าวแรกในการนำ AI มาใช้แล้ว ในจำนวนนี้ 40% กำลังเริ่มสร้างผลิตภัณฑ์และรูปแบบธุรกิจใหม่ทั้งหมด ซึ่งเป็นไปไม่ได้เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีเพียง 29% ของสตาร์ทอัพที่ยังคงใช้ AI ในงานพื้นฐาน ในขณะที่ 35% ของสตาร์ทอัพมี AI เป็นแกนหลักของข้อเสนอและการดำเนินงานทางธุรกิจ และ 21% กำลังใช้ประโยชน์จาก AI สำหรับขั้นตอนการใช้งานขึ้นสูงที่สุด และ 41% ของสตาร์ทอัพมีการจ้างบุคลากรเฉพาะด้าน AI ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าในการสร้างและส่งเสริมความเชี่ยวชาญด้าน AI ภายในองค์กร เพื่อให้แน่ใจว่าธุรกิจสามารถพัฒนา ปรับใช้ และปรับปรุงกลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ได้
โดย 73% ของธุรกิจโดยรวมและ 84% ของสตาร์ทอัพเชื่อว่า AI จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมของพวกเขาในอีก 5 ปีข้างหน้า สิ่งนี้ทำให้สตาร์ทอัพของไทยที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วเป็นกุญแจสำคัญต่อนวัตกรรมและความสามารถในการแข่งขันในภูมิภาคนี้

ในทางตรงกันข้าม วิสาหกิจขนาดใหญ่และ SMEs ยังคงแสดงถึงศักยภาพอันมหาศาลที่ยังไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์ ในขณะที่ 44% ขององค์กรขนาดใหญ่ได้นำเทคโนโลยี AI มาใช้ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศที่ 32% แต่ส่วนใหญ่ยังไม่ได้นำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ในระดับลึกเท่ากับสตาร์ทอัพ โดย 75% ขององค์กรขนาดใหญ่ยังใช้ AI ในระดับงานพื้นฐาน เช่นการเพิ่มประสิทธิภาพของงานและปรับปรุงกระบวนการผลิต มีเพียง 18% ขององค์กรขนาดใหญ่ในประเทศไทยเท่านั้นที่มีกลยุทธ์ AI ที่ครอบคลุม ที่เป็นแผนงานที่ระบุว่าองค์กรจะใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างไร ในขณะที่ 16% กำลังส่งมอบผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยใช้ประโยชน์จากศักยภาพที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นของ AI ซึ่งน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสัดส่วนสตาร์ทอัพที่ 40%
นอกจากนี้ SMEs ยังอยู่ในเกณฑ์ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของประเทศในเรื่องการนำ AI มาใช้ (32%) และความพร้อมของ AI และเช่นเดียวกับองค์กรขนาดใหญ่ องค์กร SMEs ส่วนใหญ่ (73%) ยังคงใช้ AI ในระดับพื้นฐาน ในขณะที่มีเพียง 9% กำลังใช้ประโยชน์จาก AI สำหรับการใช้งานขั้นสูง เนื่องจาก SMEs ถือเป็นธุรกิจส่วนใหญ่ของประเทศไทย สิ่งนี้แสดงถึงศักยภาพอันมากมายมหาศาลที่ยังไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์ หากแต่ทั้งองค์กรขนาดใหญ่และ SMEs ต่างแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการบูรณาการ AI เมื่อได้รับเครื่องมือและการสนับสนุนที่เหมาะสม
ด้วยการเสริมศักยภาพให้ธุรกิจทุกขนาดสามารถนำโซลูชัน AI ขั้นสูงมาใช้ ประเทศไทยสามารถเร่งการเจริญเติบโตของประสิทธิผลและความก้าวหน้าของดิจิทัลครอบคลุมภูมิทัศน์ทางธุรกิจส่วนใหญ่ได้ การก้าวข้ามการนำเทคโนโลยี AI ไปใช้ในงานขั้นพื้นฐานในธุรกิจทุกขนาดถือเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อคประโยชน์ทั้งหมดของ AI สำหรับเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย
ผู้เขียน : ดร.ขวัญชัย รุ่งฟ้าไพศาล อดีตบรรณาธิการ โต๊ะข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการมากว่า 30 ปี