รัฐบาลล้มเหลว! เศรษฐกิจล้มละลาย ธุรกิจล้มระเนระนาด
ทีมออนไลน์
26 สิงหาคม 2568

คอลัมน์ : ห้อยหัววิเคราะห์ข่าว
ไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยตัดสินอย่างไรในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ กรณีคลิปนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีการโทรศัพท์พูดคุยกับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา แต่ที่แน่ ๆ เศรษฐกิจไทยยังคงย่ำแย่และต้องการการได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนหากไม่ต้องการให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับการล้มละลายทางเศรษฐกิจ ในขณะที่รัฐบาลจะต้องรักษาไว้ซึ่งวินัยและความรับผิดชอบอย่างเข้มงวดด้านนโยบายการเงินการคลังของประเทศ
อย่างไรก็ตาม สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือ “สภาพัฒน์” ได้ออกโรงเตือนว่า ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาวิกฤตการณ์การเงินการคลังของประเทศอย่างรุนแรง มีระดับหนี้สาธารณะและหนี้ครัวเรือนที่สูง และมีความเสี่ยงที่จะถูกลดระดับความน่าเชื่อถือ หรือ Credit Rating จากบริษัทจัดอันดับเครดิตของโลกให้เป็น “ระดับต่ำกว่าลงทุน” หรือ Non-investment grade ซึ่งก็คือประเทศที่มีความเสี่ยงสูงในการผิดนัดชำระหนี้ ทำให้รัฐบาลประสบปัญหาการกู้เงินในการทำงบประมาณประเทศในอนาคตหรือต้องกู้เงินด้วยอัตราดอกเบี้ยที่แพงขึ้น และนักลงทุนต่างชาติไม่กล้านำเงินมาลงทุน อันจะมีผลต่อความน่าเชื่อถือของประเทศในเวทีการค้าและการลงทุนโลกและการเข้าหาแหล่งเงินทุนในตลาดสากล ประเทศไทยอาจจะเป็นประเทศเดียวที่ถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับต่ำกว่าลงทุนและล้าหลังที่สุดในอาเซียน อันจะนำไปสู่การล้มละลายทางเศรษฐกิจในอนาคตก็เป็นได้

โดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะรายงานว่า ประเทศไทยมีหนี้สาธารณะคงค้างรวม 12.067 ล้านล้านบาท ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2568 แบ่งเป็นหนี้รัฐบาล 10.808 ล้านล้านบาท และหนี้รัฐวิสาหกิจจำนวน 1.037 ล้านล้านบาท เป็นต้น โดยหนี้สาธารณะมีสัดส่วนที่ค่อนข้างสูงหรือคิดเป็น 64.2% ของจีดีพีของประเทศ
ในขณะที่มูลค่าหนี้ครัวเรือนไทยในไตรมาสที่ 1 อยู่ที่ 16.35 ล้านล้านบาท โดยมีสัดส่วนกเมื่อเทียบกับจีดีพีของประเทศลดลงจาก 88.4% เป็น 87.4% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ของปี 2567 ในขณะที่หนี้ของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ประมาณ 6,000 แห่ง ที่มีสมาชิก 11 ล้านคนทั่วประเทศ มีการปล่อยสินเชื่อให้กับสมาชิกรวม 2.27 ล้านบาท่ คิดเป็นสัดส่วน 15% ของหนี้ครัวเรือน
วิกฤตการเงินการคลังของประเทศสะท้อนถึงปัญหาด้านโครงสร้างรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ของรัฐบาลไทย หนี้สาธารณะและหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ที่ถูกปล่อยเรื้อรังมาเป็นระยะเวลานานโดยไม่ได้รับการแก้ไข ปัญหาการคอรัปชันที่เฟื่องฟูในแวดวงการเมืองและข้าราชการไทย นอกจากนี้ รัฐบาลยังยึดติดกับการใช้จ่ายเงินในโครงการประชานิยมต่างๆ โดยหวังเพียงฐานเสียงของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งต่อไปเท่านั้น
โดยโครงการเหล่านั้นล้วนช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายภาคประชาชนในระยะสั้นเท่านั้น หากแต่ไม่มีผลในการช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวเลย หากแต่การบริหารเงินอย่างไม่มีคุณภาพกลับเป็นการเพิ่มภาระการเงินการคลังของประเทศ

นอกจากนี้ การจัดหารายได้ภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี ก็อ่อนแอและจัดเก็บได้น้อยลงเนื่องจากธุรกิจต่างๆ ล้วนประสบปัญหาด้านรายได้จากสภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา อันมีผลต่อกำลังการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน หลายๆ ธุรกิจจำต้องปิดกิจการหรือไม่ก็ลดขนาดของธุรกิจลง มีผลต่ออัตราการว่างงานที่พุ่งสูงขึ้น โดยการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐในปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำกว่า 16% ของจีดีพีของประเทศ ในขณะที่ประเทศที่เป็นสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ซึ่งมีสมาชิกถึง 38 ประเทศ มีการจัดเก็บรายได้ภาครัฐอยู่ที่ 24.8% และประเทศในเอเชียและแปซิฟิกอยู่ที่ 18.6% ของจีดีพี
มองย้อนมาที่การใช้จ่ายเงินของรัฐบาลก็มีการใช้จ่ายอย่างเกินตัวและใช้จ่ายในกิจกรรมต่างๆ ที่ไม่สามารถเพิ่มผลผลิตให้กับประเทศได้ โดย 30-40% ของรายจ่ายงบประมาณกลับเข้าไปสู่กระเป๋านักการเมืองและข้าราชการผ่านการคอรัปชันในโครงการต่างๆ ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง
อาจารย์ วีระ ธีรภัทร ผู้สื่อข่าวอาวุโสและผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการเงิน ได้กล่าวในการประชุมกรรมมาธิการวิสามัญว่าด้วยงบประมาณปี 2569 โดยเตือนว่า ประเทศไทยได้ติดกับดักการจัดทำงบประมาณเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยดูจากการบริหารจัดการหนี้ภาครัฐที่เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ที่ผ่านมารัฐบาลทุกรัฐบาลจัดทำงบประมาณขาดดุลและกู้เงินชดเชยการขาดดุลงบประมาณไปอย่างต่อเนื่องยาวนานจนทำให้ภาระหนี้สินในรูปของหนี้สาธารณะก็เพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การทำงบประมาณขาดดุลอย่างเรื้อรังดังกล่าวได้สร้างความวิตกกังวลในฐานะการเงินการคลังของประเทศเป็นอย่างมาก
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่รัฐบาลต้องกลับมาดูแลและแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศอย่างจริงจังและกำหนดแผนระยะสั้น กลาง และยาวในการแก้ไขปัญหา และปฏิรูปภาคส่วนต่างๆ ของประเทศอย่างจริงจังและเป็นระบบ หากไม่แล้ว ประเทศไทยคงต้องเผชิญกับปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างไร้ทางแก้ และต้องตกลงไปสู่การเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจที่ย่ำแย่และล้าหลังที่สุดในอาเซียนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ผู้เขียน : ดร.ขวัญชัย รุ่งฟ้าไพศาล อดีตบรรณาธิการ โต๊ะข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการมากว่า 30 ปี