ยุบสภา! เลือกตั้งใหม่โดยเร็ว ทางออกดีสุดลดผลกระทบเศรษฐกิจ

ทีมออนไลน์

ทีมออนไลน์

3 กันยายน 2568

ยุบสภา! เลือกตั้งใหม่โดยเร็ว ทางออกดีสุดลดผลกระทบเศรษฐกิจ

สถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบันมีอยู่เพียง 2 ทางเลือกตามระบอบประชาธิปไตย ได้แก่ 1) การโหวตเลือกนายกคนใหม่โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรภายใต้รัฐสภาปัจจุบัน และ 2) การยุบสภาโดยรักษาการนายกรัฐมนตรี (ซึ่งก็จะถูกตีความว่าทำได้หรือไม่) อย่างไรก็ตาม การมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพโดยเร็วที่สุดย่อมเป็นที่ต้องการของผู้ประกอบการในภาคเศรษฐกิจที่ต้องการความมั่นคงภาครัฐและศักยภาพในการกำหนดนโยบายประเทศในระยะยาว หากแต่นายกรัฐมนตรีที่ถูกโหวตสนับสนุนโดยพรรคประชาชนจะต้องทำงานภายใต้ข้อจำกัด คือการอยู่ในอำนาจเพียงแค่ 4 เดือน (ตามเงื่อนไขที่กำหนดโดยพรรคประชาชน) และให้ลำดับความสำคัญในการจัดทำประชามติเพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่

ภายใต้สภาวะความไม่แน่นอนทางการเมืองในปัจจุบัน ในทัศนะของผู้เขียน การยุบสภาเพื่อคืนอำนาจให้กับประชาชนจึงน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทยในเวลานี้เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ เพื่อบรรเทาผลกระทบเชิงลบที่เกิดกับเศรษฐกิจของประเทศให้น้อยที่สุดจากรัฐบาลที่พิกลพิการในปัจจุบัน อันเป็นผลมาจากการที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตัดสินนางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นนายกรัฐมนตรี

กรณีคลิปเสียงสนทนาสมเด็จฮุน เซน อันมีผลทำให้คณะรัฐมนตรีพ้นตำแหน่งทั้งคณะ และทำให้ประเทศตกอยู่ในสภาวะสุญญากาศทางการเมือง โดยมีตัวแทนจากพรรคเพื่อไทยได้แก่อาจารย์ชัยเกษม นิติสิริ และจากพรรคภูมิใจไทย ได้แก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย ตัวแปรที่สำคัญได้แก่พรรคประชาชนที่มีจำนวนเสียง สส. มากที่สุดในสภาถึง 143 เสียง

โดยพรรคประชาชนได้ยื่นเงื่อนไข 3 ข้อได้แก่ 1) ยุบสภาภายใน 4 เดือน 2) จัดทำประชามติเพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ และ 3) พรรคประชาชนจะไม่ร่วมรัฐบาลเด็ดขาดและไม่มีบุคคลในพรรคหรือตัวแทนไปรับตำแหน่งใน ครม. โดยพรรคประชาชนจะมีการประชุมผู้บริหารในวันนี้ (3 กันยายน 2568) เพื่อตัดสินใจขั้นสุดท้ายในการโหวตสนับสนุนว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย ในขณะที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี ของพรรคเพื่อไทยอาจจะประกาศยุบสภา เพื่อกลับไปสู่จุดเริ่มต้นใหม่โดยคืนอำนาจให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจถึงอนาคตทางการเมืองของประเทศและนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทย

การยุบสภาและจัดให้มีการเลือกตั้งให้มีนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มโดยเร็วน่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจและนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ รวมทั้งจะช่วยกระตุ้นความมั่นใจให้กับภาคเศรษฐกิจ และสิทธิโดยสมบูรณ์ในการขับเคลื่อนงบประมาณของประเทศ นอกจากนี้ รัฐบาลที่มีอำนาจเต็มจากการเลือกตั้งของประชาชนยังสามารถกำหนดแผนและนโยบายเศรษฐกิจระยะยาว รวมถึงการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานและภาคธุรกิจต่างๆ ของประเทศเพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพในตลาดโลก นายกรัฐมนตรีและทีมรัฐบาลใหม่ยังต้องเผชิญกับปัญหาหนักอึ้งที่รออยู่ข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความมั่นคงกรณีข้อพิพาทชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา ปัญหาสงครามการค้าโลก และผลกระทบจากนโยบายทางภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เป็นต้น รัฐบาลใหม่จึงควรจะสรรหาผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจภาคความมั่นคงและภาคเศรษฐกิจทั้งจุลภาคและมหภาคอย่างถ่องแท้ เป็นที่ยอมรับของประชาชน มามีหน้าที่รับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

รศ.ดร. สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง ได้กล่าวถึงสาเหตุสำคัญของการเติบโตเศรษฐกิจไทยที่ต่ำสุดในอาเซียน ที่เกิดจาก “ระบบการเมืองไทย” ที่มีปัญหามายาวนานกว่า 20-30 ปี โดยทุกรัฐบาลที่ผ่านมาเน้นแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ละเลยในการจัดการปัญหาโครงสร้างของประเทศอย่างแท้จริง อีกทั้งปัญหาคอร์รัปชันและความขัดแย้งทางการเมืองที่กัดกินเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนานก็ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ในขณะเดียวกัน รัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะมาถึงจะต้องเผชิญวิกฤตใหญ่หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นปัญหา SME ขาดประสิทธิภาพ ผลกระทบจาก AI ต่อแรงงาน และหน้าผาทางการคลังที่หนี้สาธารณะพุ่งสูงถึง 94.5% ขาดดุลงบประมาณสูงสุดในรอบ 20 ปี 4.5-5% และงบลงทุนปี 2569 เหลือเพียง 22%

ขณะที่นักลงทุนต่างชาติไม่ได้ตื่นตระหนกกับความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศไทย เพราะนโยบายหลัก เช่น EEC BOI และการพัฒนาการท่องเที่ยว ยังคงดำเนินต่อได้ไม่เปลี่ยนแปลง เพราะสิ่งที่นักลงทุนกังวลคือการเปลี่ยนแปลงนโยบาย แต่สำหรับประเทศไทยแล้วนโยบายต่างๆ เกี่ยวกับการลงทุนยังมั่นคง โดยคาดว่าการส่งออกครึ่งปีหลังยังคงเติบโต 4-5% และการท่องเที่ยวอาจทำได้ถึง 33 ล้านคน ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยปีนี้มีโอกาสเติบโต 1.6-1.7% หรืออาจถึง 2%

ส่วนภาคธุรกิจและประชาชนไม่ควรรอพึ่งพารัฐบาลเพียงอย่างเดียว แต่ควรพัฒนาขีดความสามารถของตนเอง เน้นสิ่งที่ถนัด ใช้เทคโนโลยี พัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการ ขยายตลาด และสร้างนวัตกรรม หากมีรัฐบาลใหม่ สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการคือ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เช่น ภาษี การช่วย SME และแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ส่งเสริมการลงทุนใน EEC พัฒนาเทคโนโลยีภาคเกษตรและอาหาร ยกระดับแรงงานด้วยการอัพสกิลและการศึกษา รวมถึงการนำ AI มาช่วยพัฒนาธุรกิจ

ผู้เขียน : ดร.ขวัญชัย รุ่งฟ้าไพศาล อดีตบรรณาธิการ โต๊ะข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการมากว่า 30 ปี