บทบาทไทยในอาเซียน จากผู้นำสู่ผู้ตาม ยุคนายกฯอิ๊งค์

ทีมออนไลน์

ทีมออนไลน์

28 พฤษภาคม 2568

บทบาทไทยในอาเซียน จากผู้นำสู่ผู้ตาม ยุคนายกฯอิ๊งค์

คอลัมน์ : ห้อยหัววิเคราะห์ข่าว

ประเทศไทยเคยเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจในอาเซียน และเคยตั้งเป้าหมายเป็นเสือตัวที่ 5 ของทวีปเอเชีย แต่ในปัจจุบัน ประเทศไทยกลับกลายเป็นประเทศที่มีสถานะทางเศรษฐกิจเติบโตเกือบจะรั้งท้ายสุดในภูมิภาคนี้ โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ปรับลดจีดีพีของประเทศไทยประจำปี 2568 นี้ เหลือเพียง 1.8% ในขณะที่เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย กลับมีจีดีพีที่โตถึง 4-6% ทั้ง ๆ ที่ทุกประเทศได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางการค้าโลกและการขึ้นภาษีต่างตอบแทนของสหรัฐอเมริกาด้วยกันทั้งนั้น

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังไร้แผนและกลยุทธ์ในการกระตุ้นและพัฒนาเศรษฐกิจที่ชัดเจน ขาดนโยบายในการปฏิรูปอุตสาหกรรมและภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะระบบการเมือง ข้าราชการ และการศึกษาในอันที่จะนำพาประเทศสู่ความเติบโตอย่างยั่งยืน การจัดการกับกลุ่มอำนาจทุนที่ผูกขาดและครอบงำเศรษฐกิจของประเทศ ประเทศไทยยังคงติดกับดักความขัดแย้งทางการเมืองที่ทำให้ประเทศหยุดนิ่งอยู่กับที่ ประกอบกับปัญหาการคอรับชันที่ลุกลามไปทั่ว ทั้งภาคการเมือง ข้าราชการ และเอกชน จนกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่ทุกคนมองเป็นเรื่อง ‘ธรรมดา’ ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนที่ห่างกันมากขึ้นทุกที

ประเทศไทยจึงถูก ‘มองข้าม’ จากประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในเวทีนานาชาติ เนื่องจากประเทศไทยขาดซึ่งแรงจูงใจและการมี ‘สินค้าในมือ’ ที่ดีที่สามารถนำไปอวดหรือขายได้ เพื่อเพิ่มอำนาจการแข่งขันหรือการต่อรองในระดับนานาชาติ และเป็นที่สนใจของประเทศมหาอำนาจเหล่านั้น

ดูได้จากการมาเยือนอาเซียนของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส มีกำหนดเดินทางถึงเวียดนาม ในวันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม ที่ผ่านมา นี้ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นการเยือนเวียดนามครั้งแรกของประธานาธิบดีฝรั่งเศสในรอบเกือบ 10 ปี โดยหลังเสร็จสิ้นภารกิจที่เวียดนาม ประธานาธิบดีฝรั่งเศสจะเดินทางต่อไปยังอินโดนีเซีย และปิดท้ายการเยือนอาเซียนที่สิงคโปร์ โดยการเดินทางเยือนอาเซียนในครั้งนี้ได้สะท้อนความพยายามของผู้นำฝรั่งเศสที่จะแสวงหาโอกาสเพิ่มเติม ทั้งในด้านการค้าและการลงทุน ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยจะเป็นการนำเสนอบทบาทและภาพลักษณ์ของฝรั่งเศสและยุโรป ในฐานะ “พันธมิตรที่น่าเชื่อถือตามหลักกติกา” ทั้งในด้านการค้า การลงทุน และความมั่นคง

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ก็เดินหน้ากระชับความสัมพันธ์กับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการเดินทางเยือนเวียดนาม มาเลเซีย และกัมพูชา ระหว่างวันที่ 14-18 เมษายน 2568 ซึ่งถือเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกของผู้นำจีนในปีนี้ด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังสูญเสียโอกาสในการแสดงตัวตนถึงบทบาทความเป็นผู้นำในเวทีนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน หรือ ASEAN Summit ที่จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 46 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยการประชุมดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นในวันจันทร์ที่ผ่านมาและปิดฉากลงเมื่อวานนี้ โดยไทยเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2510 ในกรุงเทพ ร่วมกับอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ โดยการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ 2519 ที่บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย

การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในปีนี้ จึงถือเป็นโอกาสสำคัญของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลไทยในการผนึกกำลังกับประเทศสมาชิกอื่นๆ ในอาเซียนโดยเป็นการรวมตัวกันเพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรองกับสหรัฐอเมริกาในประเด็นการตั้งกำแพงภาษีที่มีระดับและสร้างผลกระทบที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ หากแต่ผลสำเร็จของการเจรจาใน ASEAN Summit ไม่ว่าจะเป็นในลักษณะใด พหุภาคี หรือทวิภาคี (เจรจาในลักษณะกลุ่มประเทศ หรือ 2 ประเทศ) ล้วนแต่ต้องอาศัยความสามารถของรัฐบาลไทย โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีว่าทำการบ้านหนักกับการประชุมสุดยอดครั้งนี้มากน้อยเพียงใด ซึ่งขอบเขตของการประชุมนี้ไม่ใช่แค่การรวมพลังกันในหมู่สมาชิกอาเซียนเพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรองกับประเทศมหาอำนาจ แต่ยังเน้นการพึ่งพาตนเอง ส่งเสริมการซื้อขายภายในภูมิภาค การลดอุปสรรคด้านการค้าและการลงทุน ส่งเสริมความมั่นคงและความปลอดภัยในภูมิภาคอาเซียนด้วยกันเอง รวมทั้งการหาประเทศพันธมิตรหรือตลาดที่มีศักยภาพอื่นๆ อันได้แก่ กลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ ที่มีสมาชิก 6 ประเทศ ได้แก่ ซาอุดิอาระเบีย คูเวต โอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และบาห์เรน ทั้งนี้เพื่อลดการพึ่งพาการค้าภายนอกอาเซียนและความไม่แน่นอนจากนโยบายกีดกันทางการค้า โดยเฉพาะจากประเทศมหาอำนาจ หรือ Super Powers

โดยนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย อันวาร์ อิบราฮิม ในฐานะประธานหมุนเวียนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในครั้งนี้ ได้ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในระเบียบภูมิรัฐศาสตร์โลกที่กำลังเกิดขึ้น และระบบการค้าโลกที่กำลังอยู่ภายใต้ความตึงเครียดจากการกำหนดภาษีศุลกากรฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ ที่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้ ปรากฎการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงลัทธิการป้องป้องทางการค้าที่กำลังกลับมาคึกคักอีกครั้ง พร้อมๆ กับการแตกสลายลงของลัทธิพหุภาคี

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่รัฐบาล และกลุ่มอำนาจต่างๆ ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ต้องหันมาปฏิรูปประเทศชาติอย่างจริงจัง แก้ไขปัญหาที่สะสมมาเป็นเวลานานก่อนที่จะสายเกินแก้ ประเทศไทยต้องการคนที่มีความสามารถและ ‘รู้จริง’ เข้ามาร่วมแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านโครงสร้างของประเทศและปัญหาด้านเศรษฐกิจ หากประเทศยังเน้นการเล่นการเมืองโดยนักการเมืองอย่างในปัจจุบัน การที่ประเทศไทยจะกลายเป็นรัฐที่ล้มเหลว หรือ Failed State คงอยู่ไม่ไกล และลูกหลานของเราในรุ่นต่อๆ ไป คงต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้งนั้นไว้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้…

ผู้เขียน : ดร.ขวัญชัย รุ่งฟ้าไพศาล อดีตบรรณาธิการ โต๊ะข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการมากว่า 30 ปี