2569 ปีแห่งการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ หลังติดหล่มชะงักงันมา 15 ปี
ทีมออนไลน์
19 พฤศจิกายน 2568

คอลัมน์ : ห้อยหัววิเคราะห์ข่าว
นับเป็นความท้าทายและงานหนักของรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามารับตำแหน่งต่อจากรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่คาดว่าจะประกาศยุบสภาภายในเดือนมกราคม 2569 ตามคำมั่นสัญญาที่จะยุบสภาภายใน 4 เดือนหลังเข้ารับตำแหน่ง เนื่องจากการที่รัฐบาลอนุทินมีระยะเวลาในการทำงานค่อนข้างสั้น หลายๆ ปัญหาโครงสร้าง โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ จึงยังไม่ได้รับการแก้ไข สิ่งที่รัฐบาลปัจจุบันทำได้ในระยะเวลาอันจำกัดคือการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เช่นโครงการคนละครึ่งพลัส และเที่ยวดี มีคืน เป็นต้น
ดังนั้น จึงถือเป็นความรับผิดชอบอันดับต้นๆ ของรัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในช่วงต้นปีหน้าที่จะต้องให้ความสำคัญกับนโยบายการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจไทยต้องแย่และถดถอยลงไปกว่านี้ และทำให้ไทยกลายเป็นประเทศที่ล้มเหลวและล้าหลังที่สุดทางเศรษฐกิจเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน

ดร.วิรไท สันติประภพ ประธานกรรมการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยติดหล่มมาเป็นเวลานาน 10 ถึง 15 ปี โดยสาเหตุหลักๆ มาจากสังคมโดยรวมขาดความตระหนักรู้ถึงความรุนแรงของปัญหาที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นนอกประเทศ การเมืองที่สนใจแต่ผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ การมุ่งทำแต่นโยบายประชานิยมระยะสั้น ขาดความมุ่งมั่นทางการเมือง ขาดมุมมองทางการเมือง หรือ Political View ที่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ขาดการกำกับดูแลให้เกิดการแข่งขันทางธุรกิจอย่างเป็นธรรม
โดยเฉพาะในธุรกิจขนาดใหญ่ที่ผูกขาดและใช้อำนาจเหนือตลาด ไม่ให้ความสำคัญกับการกำหนดหลักคิดนำทาง (Guiding Principles) ที่จะช่วยกำหนดทิศทางของนโยบายสาธารณะและการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลได้จริงโดยไม่ถูกบิดเบือนหรือเบี่ยงเบนระหว่างทาง ขาดกลไกที่ส่งเสริมให้เกิดการปฏิรูป หรือ Transformation ได้อย่างแท้จริง ขาดกลไกที่ส่งเสริมให้หน่วยงานต่างๆ สามารถทำงานร่วมกันแบบประสานพลัง มีเป้าหมายร่วมกันมากกว่าที่จะแยกกันคิด แยกกันทำ รวมถึงขาดระบบแรงจูงใจที่เหมาะสมกับโลกใหม่ในอนาคตที่จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของธุรกิจและคนในสังคม ปัญหาคอรัปชันที่ถูกปล่อยปะละเลยจากเดิมที่เป็นการให้ผลตอบแทนเพื่ออำนวยความสะดวกหรือสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน มาเป็นสิ่งที่เรียกว่าการยึดรัฐ หรือ State Capture ที่ผู้มีอำนาจยึดเอาภาครัฐไว้เป็นสมบัติส่วนตัว ใช้กลไกภาครัฐมากำหนดนโยบายที่เอื้อประโยชน์ให้แก่พรรคพวกของตนเอง
ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐเลือกที่จะอยู่ใน Comfort Zone คืออยู่ในเขตที่ตนเองคุ้นเคย หลีกเลี่ยงความเสี่ยง ไม่เปิดใจรับแนวคิดใหม่ๆ ที่จะทำให้เกิดการปฏิรูป หรือ Transformation มีวิธีการทำงานที่เน้นกระบวนการ พิธีกรรม มากกว่าเอาเป้าหมายของงานที่ยึดเอาผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นที่ตั้ง ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนจะต้องมองไกลและทำจริง
คำถามตัวโต ๆ ที่ ดร. วิรไท ตั้งไว้ในการกล่าวปาฐกถาในงานสัมมนาสาธารณะที่มีชื่อว่า “Reimagining Thailand’s Development Model: ก้าวข้ามโลกเก่า ด้วยโมเดลใหม่ในการพัฒนาประเทศ” ก็คือ เราปล่อยให้เศรษฐกิจไทยมาถึงจุดที่ย่ำแย่ขนาดนี้ได้อย่างไร โดย ดร. วิรไทได้อ้างถึง ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ได้กล่าวไว้ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาวะติดหล่ม และอาจจะดิ่งเหว รวมถึงคำพูดของนาย ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่พูดในที่ประชุมประจำปีของสภาพัฒน์เมื่อเดือนกันยายน ในความเป็นจริง ความก้าวหน้าของการพัฒนาได้หยุดชะงักมานานแล้ว นับเป็นครั้งแรกที่ผู้บริหารระดับสูงที่กำหนดนโยบายเศรษฐกิจของประเทศที่ยอมรับความจริงแบบตรงไปตรงมา ซึ่งแสดงถึงความกังวลว่าเศรษฐกิจไทยถึงสภาวะวิกฤตอย่างรุนแรงแล้วจริงๆ ปัญหาเศรษฐกิจได้ถูกปล่อยปะละเลยมาเป็นเวลายาวนานส่งผลให้เกิดความฉงักงันติดหล่มจนยากที่จะแก้ไขในเวลาอันรวดเร็ว

โดยสภาพัฒน์แถลงเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3 มีการเจริญเติบโตเพียงแค่ 1.2% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสที่ 2 ซึ่งการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 นี้ถือเป็นไตรมาสที่แย่ที่สุดในรอบ 4 ปี และรั้งท้ายที่สุดในอาเซียน ในขณะที่เศรษฐกิจไทยในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ขยายตัวเพียง 2.4% เทียบกับระยะเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า สาเหตุสำคัญของการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 คือภาคการส่งออกเริ่มแผ่วลงจากพิษภาษีทรัมป์ และการท่องเที่ยวที่เริ่มสะดุด สะท้อนให้เห็นว่าเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยยังขาดแรงส่ง เศรษฐกิจไทยทั้งปี 2568 คาดการณ์ว่าจะเติบโตเพียง 2% และคาดว่าจะโตเพียง 1.7% ในปี 2569
พัฒนาการของเศรษฐกิจไทยด้อยลงเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งด้วยดัชนีชี้วัดที่ถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการแข่งขันโดยรวมของประเทศ คุณภาพการศึกษา ผลผลิตทางการเกษตร ประสิทธิภาพของระบบข้าราชการ ฐานะการคลัง หนี้ครัวเรือน ความเหลื่อมล้ำ การใช้อำนาจเหนือตลาดของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ กฎหมายที่ล้าสมัย ตลอดจนสถานการณ์คอรับชัน ที่ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีสีเทามากขึ้น
ถ้ามองไปในอนาคตข้างหน้า เศรษฐกิจไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น ผลกระทบจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการกีดกันทางการค้า สังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์ที่ประชากรมากกว่า 25% อายุเกิน 60 ปี การขาดแคลนแรงงาน การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด AI Transformation และการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศและสภาวะโลกรวน ความท้าทายดังกล่าวมีผลทำให้เศรษฐกิจไทยดิ่งเหวได้เร็วขึ้น ลึกขึ้น และขึ้นมาจากเหวได้ยากขึ้น ทรัพยากรที่ประเทศมีก็จะร่อยหลอลง ปัจจัยฉุดรั้งและปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยจะประสานพลังกันในลักษณะวงจรอุบาทว์ ส่งผลกระทบซึ่งกันและกันเป็นลูกโซ่ ฉุดให้เศรษฐกิจไทยไหลลงอย่างรวดเร็ว
โดย ดร. วิรไท เน้นย้ำว่า ถ้าเศรษฐกิจไทยจะออกจากสภาวะติดหล่ม เราต้องออกแบบโมเดลใหม่ของการพัฒนา ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วย นโยบายอุตสาหกรรมใหม่ นโยบายการค้าและการลงทุนใหม่ นโยบายด้านนวัตกรรมและการพัฒนาทักษะของคนไทยที่จะต้องเกิดผลลัพธ์ได้จริง และที่สำคัญ เราต้องการบทบาทของภาครัฐใหม่ที่จะไม่ฉุดรั้งให้เศรษฐกิจไทยชะงักงัน แต่ส่งเสริมให้เศรษฐกิจไทยก้าวไปข้างหน้าได้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก จึงจำเป็นอย่างมากที่ผู้มีอำนาจและรัฐบาลจะต้องคิดเรื่องใหญ่และให้ความสำคัญกับโมเดลใหม่นี้ ที่จะเปลี่ยนโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย โมเดลการพัฒนาต้องได้รับการออกแบบใหม่ ไม่สามารถทำเพียงแค่ต่อยอดจากโมเดลเดิมๆ ที่เราคุ้นเคย
โดยรัฐบาลต้องมองให้ไกลถึงความท้าทายที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต และผลที่ต้องการให้เกิดขึ้นในระยะยาว มองหาวิธีการและแนวทางใหม่ๆ ของการพัฒนา มุ่งหานวัตกรรมและเครื่องมือใหม่ๆ รวมถึงระบบแรงจูงใจใหม่ๆ ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดผลได้จริง สร้างเจตนาหรือความมุ่งมั่นทางการเมืองให้เกิดขึ้นให้ได้ โดยรวมพลังกันของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เท่าทันกับความรุนแรงของปัญหาที่สะสมมานาน และความท้าทายใหม่ๆ ที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
ผู้เขียน : ดร.ขวัญชัย รุ่งฟ้าไพศาล อดีตบรรณาธิการ โต๊ะข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการมากว่า 30 ปี