ปัญหาปากท้อง! ความท้าทายทางเศรษฐกิจ “รัฐบาลอนุทิน”
ทีมออนไลน์
10 กันยายน 2568

คอลัมน์ : ห้อยหัววิเคราะห์ข่าว
นอกจากปัญหาด้านความมั่นคงกรณีความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา และข้อจำกัดต่างๆ ทั้งด้านระยะเวลาและงบประมาณ ปัญหาปากท้องประชาชนและเศรษฐกิจมหภาคยังเป็นความท้าทายอันดับต้นๆ ของรัฐบาลปัจจุบัน นำโดยนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งจะมีอายุเพียงแค่ 4 เดือน ตามพันธะสัญญาที่ได้ให้ไว้กับพรรคประชาชน ที่ได้โหวตสนับสนุนให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย
ทั้งนี้ เนื่องจากปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจ หากได้รับการแก้ไขที่ตรงจุดแล้ว ค่อนข้างจะสัมผัสกับความรู้สึกของประชาชนได้อย่างแนบแน่นและนั่นคือคะแนนเสียงอันท่วมท้นที่พรรคภูมิใจไทยจะได้รับในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
สิ่งที่รัฐบาลอนุทินได้เริ่มต้นและดูเหมือนจะมาถูกทางก็คือการเชิญผู้เชี่ยวชาญ “คนนอก” มารับตำแหน่งรัฐมนตรีกุมบังเหียนกระทรวงเศรษฐกิจที่สำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็น นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้บริหารจากกลุ่มดุสิตธานี ขึ้นมาดูแลกระทรวงพาณิชย์ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็น รมว.พลังงาน และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ เป็น รมว.คลัง เป็นต้น การเปิดตัวคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ที่มีคนนอกเข้ามาเป็นทีมเศรษฐกิจได้รับการยอมรับจากประชาชนและนักลงทุนที่เริ่มมองเห็นแสงสว่างท่ามกลางความมืดและความไม่แน่นอน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ท้าทายสำหรับรัฐบาลอนุทินคือการเน้นออกนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพียงระยะสั้น หรือจะใช้โอกาสนี้ริเริ่มการปฏิรูปเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างที่ไม่ได้รับการแก้ไขมาเป็นระยะเวลานาน หรือจะเลือกทำทั้งสองอย่างไปพร้อมๆ กันท่ามกลางระยะเวลาและทรัพยากรอันน้อยนิด และปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้าในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นนโยบายภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ปัญหาหนี้สาธารณะและหนี้ครัวเรือนที่สูงลิบลิ่ว ปัญหาผลผลิตเกษตรตกต่ำ ปัญหาการท่องเที่ยวซบเซา ปัญหาพืชผลเกษตรตกต่ำ ปัญหาค่าครองชีพที่สูง ซึ่งมีผลโดยตรงต่อกำลังซื้อของภาคประชาชน ปัญหาการส่งออกและการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดระดับภูมิภาคและระดับโลก
ในขณะที่รัฐบาลมีข้อจำกัดอย่างมากด้านงบประมาณ โดยรัฐบาลมีงบประมาณที่จะใช้กระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่เพียง 25,000 ล้านบาท กระเป๋าเงินของรัฐบาลมีข้อจำกัดที่สูงมาก ในขณะที่หนี้สาธารณะมีจำนวนที่สูงมากโดยคาดว่าจะแตะ 70% ของจีดีพีภายในปี 2569 นี้ ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลเองมีกระเป๋าเงินที่เล็กลงโดยสวนทางกับจำนวนหนี้สินที่พอกพูน ทำให้รัฐบาลเหลือพื้นที่ทางการคลังให้ขยับตัวได้น้อยมาก
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ และธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติ ได้พยากรณ์เศรษฐกิจในช่วง 6 เดือนหลังของปีนี้ว่าเศรษฐกิจจะทรุดลง โดยใน 6 เดือนแรก ประเทศไทยมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 3% แต่หากมองทั้งปี ประเทศไทยจะโตเพียงแค่ 2.2% นั่นหมายความว่าใน 6 เดือนหลังของปีนี้ ประเทศไทยจะโตต่ำกว่า 1% หรืออย่างดีเพียงแค่ 1% เศษๆ เท่านั้น

ทั้งนี้ ในช่วง 6 เดือนแรก โดยเฉพาะกรกฎาคม-สิงหาคม ประเทศไทยมีส่งออกเป็นตัวชูโรง แต่เป็นการเร่งส่งออกเพื่อหนีความไม่แน่นอนของภาษีทรัมป์ สิ่งที่น่ากังวลคือปี 2569 จะเป็นทั้งปีที่มาตรการภาษีทรัมป์มีผลเต็มที่ ทั้งต่อเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะโตเพียง 1.7%-1.8% ในปี 2569 เท่านั้น นอกจากนี้ รัฐบาลยังจะต้องเตรียมแพ็คเกจต่างๆ ที่จะเยียวยาภาคธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีดังกล่าวอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งผู้ผลิต ผู้ส่งออกและเกษตรกร
ตามคำสัญญาที่จะยุบสภาภายใน 4 เดือน คือประมาณเดือนธันวาคม โดยจะจัดให้มีการเลือกตั้งรัฐบาลใหม่ภายใน 45-60 วัน หรือประมาณเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า และจะมีการตั้งคณะรัฐมนตรีและแถลงนโยบายประมาณเดือนมีนาคม-เมษายน ดังนั้น เศรษฐกิจไทยจะกลับเข้าสู่สภาวะชงักงัน หรือความไม่แน่นอนในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล จากนี้ไปอีก 8-9 เดือน ปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจจึงเป็นเรื่องใหญ่ที่รอเวลาไม่ได้ในการแก้ปัญหา
สิ่งที่รัฐบาลอนุทินควรจะเน้นในช่วงระยะเวลา 4 เดือนที่อยู่ในอำนาจเต็มและระยะเวลาที่เหลือในฐานะรัฐบาลรักษาการจนกว่าจะถึงวันเลือกตั้งและได้รัฐบาลใหม่ คือเร่งออกมาตรการระยะสั้นในการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการริเริ่มนโยบายในการปฏิรูปเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง เพื่อปูพื้นฐานสำหรับรัฐบาลที่จะเข้ามารับตำแหน่งต่อไป หรือหากพรรคภูมิใจไทยได้รับการเลือกตั้งให้เข้ามาเป็นรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง

สำหรับมาตรการระยะสั้นในการกระตุ้นเศรษฐกิจ รัฐบาลอนุทินได้หยิบยกเอามาตรการเก่าที่คนไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดี เช่น โครงการคนละครึ่ง กลับมาใช้อีกครั้งโดยรัฐจะช่วยออกเพิ่มขึ้นเป็น 60% ให้กับประชาชนในการซื้อของที่ร้านค้ารายย่อย โดยประชาชนออกค่าใช้จ่ายเอง 40% จุดประสงค์ของโครงการคนละครึ่งคือเพื่ออัดฉีดเม็ดเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในระดับชุมชน แต่โครงการดังกล่าวอาจเป็นการกระจายเงินไปสู่ร้านค้ารายย่อยแทนที่จะช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจทั้งระบบ มาตรการอื่นๆ ในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น น่าจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานในประเทศ การสร้างจำนวนงานให้เพิ่มมากขึ้นเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน การลดค่าครองชีพ โดยลดค่าสาธารณูปโภคต่างๆ เช่นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าน้ำมันในการเดินทางขนส่ง เพื่อลดค่าใช้จ่ายของประชาชน
ในขณะที่การปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นตอ ผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ 1) ฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนและประชาชนให้กลับคืนมา 2) การลงทุนยกเครื่องโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ของประเทศ 3) สร้างระบบพัฒนาทักษะแรงงานให้เป็นหนึ่งเดียว ยกตัวอย่างการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เช่น การปฏิรูปภาคการผลิตและการเกษตรที่เน้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ หลีกหนีจากการผลิตที่ใช้เพียงต้นทุนและค่าแรงงานถูก การรื้อระบบภาษีใหม่เพื่อดึง SMEs เข้ามาสู่ในระบบให้หมด หรือการใช้ Big Data เป็นข้อมูลสำคัญในการกำหนดนโยบายต่างๆ ของภาครัฐ การยุบรวมแพลตฟอร์มฝึกทักษะที่กระจัดกระจายให้มารวมอยู่ในที่เดียวที่ทรงพลัง เป็นต้น
ผู้เขียน : ดร.ขวัญชัย รุ่งฟ้าไพศาล อดีตบรรณาธิการ โต๊ะข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการมากว่า 30 ปี