เปรียบเทียบนโยบายเศรษฐกิจ รัฐบาล “อิ๊งค์ vs หนู”  ที่บริหารโดยมืออาชีพ

ทีมออนไลน์

ทีมออนไลน์

1 ตุลาคม 2568

เปรียบเทียบนโยบายเศรษฐกิจ รัฐบาล “อิ๊งค์ vs หนู”  ที่บริหารโดยมืออาชีพ

คอลัมน์ : ห้อยหัววิเคราะห์ข่าว

หากจะเปรียบเทียบนโยบายเศรษฐกิจระหว่างรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ที่มีระยะเวลาบริหารงานเพียง 4 เดือน กับ รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ที่บริหารประเทศเป็นระยะเวลา 2 ปีก่อนหน้านั้น จะเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจนว่าการบริหารงานประเทศอย่างความเป็นมืออาชีพนั้นเป็นอย่างไร?

ในขณะที่รัฐบาลก่อนหน้าเน้นการแจกเงินที่ไม่ได้เกื้อหนุนให้ภาคประชาชนมีการพัฒนาทักษะหรือขีดความสามารถของตนเองแต่อย่างใด แต่นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลปัจจุบันที่บริหารงานโดย ‘คนนอก’ มืออาชีพจากแวดวงเทคโนแครตกลับเน้นการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนและตรงจุดที่เน้นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เห็นได้จริง ทั้งนี้ เพื่อฟื้นฟูประเทศที่คาดว่าจะประสบปัญหาความซบเซาทางเศรษฐกิจหรือมีการเจริญเติบโตของจีดีพีเพียง 1.7% ในไตรมาสที่ 3 และอาจจะลดลงเหลือเพียง 0.3% ในไตรมาสที่ 4 ซึ่งเกือบจะเป็นสภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ ซึ่งแตกต่างเป็นอย่างมากจากไตรมาสที่ 1 และ 2 ที่ประเทศไทยมีความเจริญเติบโตของจีดีพี ที่ 3.2% และ 2.8% ที่ถูกผลักดันโดยอุตสาหกรรมการส่งออก โดยเฉพาะการเร่งส่งออกไปยังสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงการขึ้นภาษีนำเข้าจากมาตรการของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์

ที่ผ่านมา รัฐบาลแพทองธารดูเหมือนจะประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการผลักดันนโยบายทางเศรษฐกิจที่ได้แถลงต่อรัฐสภาและได้ให้สัญญาไว้กับประชาชนที่ให้คะแนนเสียง ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างหนี้ทั้งระบบ การดูแล ส่งเสริม ปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs การออกมาตรการเพื่อลดราคาค่าพลังงานและสาธารณูปโภค การสร้างรายได้ของรัฐด้วยการนำเศรษฐกิจนอกระบบภาษีและเศรษฐกิจใต้ดินเข้าสู่ระบบภาษี การเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่น และกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย ควบคู่กับการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ เร่งส่งเสริมการท่องเที่ยว และยกระดับการทำเกษตรแบบดั้งเดิมให้เป็นเกษตรที่ทันสมัย เป็นต้น

นโยบายดังกล่าวของรัฐบาลแพทองธารที่ต้องการให้คนไทย ‘มีกินมีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี’ กลับไม่มีผลลัพธ์ออกมาให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม ประกอบการการใช้จ่ายงบประมาณอย่างเกินตัวในแคมเปญการแจกเงินที่ดูเหมือนจะไม่มีผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจแต่อย่างไร แต่กลับจะทำให้เศรษฐกิจและสถานะทางการเงินการคลังของไทยกลับตกต่ำไม่มีเสถียรภาพจนทำให้สถาบันจัดอันดับความเชื่อมั่นในระดับโลกอาจมีการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของไทยลง

ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาโดยรัฐบาลอนุทินเมื่อวานนี้ (30 กันยายน 2568) ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เปรียบเทียบเศรษฐกิจไทยเสมือน “รถติดหล่ม” ที่ผู้ขับขี่ก่อนหน้าขาดความรู้และทักษะสมัยใหม่ในการขับขี่ และทำให้เครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนสำคัญต้องดับไปทีละเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมการผลิตและส่งออก และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เป็นต้น นั่นจึงทำให้รัฐบาลอนุทินต้องใช้ “มืออาชีพ” เข้ามาบริหารนโยบายด้านเศรษฐกิจในแต่ละด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเงินการคลัง ด้านการพาณิชย์ การท่องเที่ยว ภายใต้ระยะเวลาและงบประมาณอันจำกัด โดยรัฐบาลจะไม่ใช้เงินนอกงบประมาณแต่อย่างใดเพื่อรักษาระเบียบวินัยการเงินการคลังของประเทศ

ในการวิเคราะห์ปัญหา รัฐบาลปัจจุบันมีโจทย์และปัญหาทั้งปัญหาเฉพาะหน้าและปัญหาที่สะสมมานาน ได้แก่การชะลอตัวของเศรษฐกิจ กำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สภาพคล่องทางการเงินของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs หนี้ครัวเรือนที่สูง และประสิทธิภาพการผลิตที่ลดลงเนื่องจากขาดการพัฒนาด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ และการพัฒนาทักษะทางการผลิตของบุคลากร โดยปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งประชาชน พ่อค้าแม่ค้า SMEs และบริษัทขนาดใหญ่

ดร. เอกนิติ ได้ประกาศนโยบายเศรษฐกิจที่เรียกว่า “Quick Big Win” ที่เน้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ได้ผลระยะยาวและกระจายตัว โดยแบ่งเป็น 5 เสาหลัก คือ

1) กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ผ่านแคมเปญ ‘คนละครึ่งพลัส’ ที่เน้นให้ความช่วยเหลือด้านค่าครองชีพแก่ภาคประชาชน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรองผ่านการลดหย่อนภาษีให้แก่โรงแรมที่พักที่มีการแต่งเติมตกแต่งให้ทันสมัยสวยงาม และขยายตลาดส่งออก การสอนทักษะขายของออนไลน์แก่พ่อค้าแม่ค้า เป็นต้น

2) ลดภาระหนี้ประชาชน เช่นการแก้หนี้รายละไม่เกิน 1 แสนบาท โดยการตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ร่วมกับธนาคารโดยการซื้อหนี้ประชาชนที่เป็น NPL หรือ หนี้เสีย เพื่อนำมาปรับโครงสร้างหนี้ ให้ประชาชนสามารถผ่อนจ่ายในราคาและภาระดอกเบี้ยที่ถูกลง ทำให้ประชาชนมีสภาพคล่องที่ดียิ่งขึ้น และการปล่อยสินเชื่อเพื่อคนตัวเล็กตัวน้อย โดยปล่อยสินเชื่อตามความเสี่ยง เป็นต้น

3) เพิ่มสภาพคล่องให้ SMEs โดยให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. มาเป็นผู้ค้ำประกันเพื่อให้ธนาคารปล่อยเงินกู้ และโครงการพี่ช่วยน้อง เพื่อให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ช่วยผู้ประกอบการรายย่อยผ่านการเชื่อมต่อห่วงโซ่อุปทานและได้สิทธิประโยชน์ในการหักลดหย่อนภาษี

4) การเพิ่มการออมภาคประชาชน ผ่านสลากเพื่อการออม พันธบัตรรัฐบาลเพื่อการออม เพื่อช่วยให้คนไทยมีเงินออมในระยะยาวรองรับสังคมสูงวัย

5) ลงทุนเพื่ออนาคต เกษตรชีวภาพ (Biological Agriculture) การทำฟาร์มอัจฉริยะ หรือ Smart Farming ดิจิทัล เอไอ ดาต้าเซ็นเตอร์ การวิเคราะห์ข้อมูล หรือ Data Analytics และการพัฒนาและผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (Electrical Vehicle) เป็นต้น โดยรัฐบาลมีนโยบายที่จะเพิ่มทักษะแรงงานโดยจับมือกับภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา เพื่อผลิตแรงงานให้ตรงกับความต้องการของตลาด รวมถึงการ ‘ปลดล็อก’ เม็ดเงินลงทุนของบริษัทต่างๆ ที่ของอนุมัติด้านสิทธิประโยชน์ทางการลงทุนจากบีโอไอของปี 2566 และ 2567 จำนวนทั้งสิ้น 470,000 ล้านบาทแต่ยังไม่ได้เริ่มโครงการ ผ่านโครงการที่เรียกว่า ‘Fast Pass’ ที่เดิมติดปัญหาเรื่องการขออนุมัติต่างๆ จากหน่วยงานรัฐ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขอน้ำ ขอไฟ ขอคนเข้ามาทำงาน โดยบริษัทที่มี ‘Fast Pass’ จะได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานของรัฐอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ เพื่อปลดล็อกปัญหาดังกล่าวและเคลื่อนย้ายเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายใน 4 เดือน

เป้าหมายระยะสั้นของนโยบายทางเศรษฐกิจคือการฟื้นเศรษฐกิจ เพิ่มกำลังซื้อ ลดหนี้ และเพิ่มการออมในภาคประชาชน เสริมสภาพคล่องให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการ ส่วนในระยะยาว นโยบายดังกล่าวต้องการดึงดูดการลงทุนและวางรากฐานทางเศรษฐกิจของประเทศเพื่ออนาคต รวมถึงการเพิ่มทักษะแรงงานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ และการรักษาเสถียรภาพทางการคลัง ผ่านตัวชี้วัดที่วัดได้จริง อันได้แก่ จีดีพีไตรมาสที่ 4 ต้องขยายตัวมากกว่าร้อยละ 0.3 และหนี้ครัวเรือนต้องลดลงต่ำกว่า 87.4% ของจีดีพี สภาพคล่องของ SMEs ต้องเพิ่มขึ้น และประชาชนต้องมีช่องทางการออมในระยะยาวมากขึ้น นอกจากนี้ ยังรวมถึงการมีเงินลงทุนเพื่ออนาคตเข้ามาในระบบเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น

หลังจากแถลงนโยบายต่อรัฐสภาไปแล้ว ต่อไปนี้จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลอนุทินที่จะต้องนับหนึ่งในการดำเนินการนโยบายเศรษฐกิจดังกล่าวให้เป็นรูปธรรม และเห็นผลลัพธ์อย่างเร็วที่สุดในกรอบระยะเวลา 4 เดือน และถือเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ของคณะรัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารประเทศต่อไปที่จะต้องมี “มืออาชีพ” ที่มีความเข้าใจและรู้จริงทางเศรษฐกิจเข้ามาบริหาร เพื่อไม่ให้นโยบายต่างๆ ที่ออกมาเป็นเพียง ‘ลมปาก’ ที่จับต้องไม่ได้

ผู้เขียน : ดร.ขวัญชัย รุ่งฟ้าไพศาล อดีตบรรณาธิการ โต๊ะข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการมากว่า 30 ปี