“รัฐบาลหนู” 4 เดือน เน้นมาตรการเศรษฐกิจระยะสั้น สร้างคะแนนนิยมประชาชน
ทีมออนไลน์
24 กันยายน 2568

คอลัมน์ : ห้อยหัววิเคราะห์ข่าว
นับเป็นโอกาสทองของรัฐบาลปัจจุบัน นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่จะแสดงผลงานให้เป็นที่ประจักษ์และสัมผัสความรู้สึกของประชาชนที่เป็นฐานเสียงสำคัญในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในต้นปีหน้า
ถึงแม้ว่าจะมีอายุการทำงานเพียง 4 เดือน หากแต่ว่าถ้ารัฐบาลสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคประชาชนและนักลงทุนผ่านมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจและความมั่นคงทางอธิปไตยของชาติได้แล้ว การโกยคะแนนเสียงและกลับมาของรัฐบาลที่มีแกนนำโดยพรรคภูมิใจไทยที่ถูกมองเป็นรัฐบาลฝ่ายอนุรักษ์นิยมจากการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นคงไม่ไกลเกินเอื้อมมือคว้า
ทั้งนี้ รัฐบาลอนุทินยังได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในการสนับสนุนกองทัพให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ในการรักษาอธิปไตยของชาติจากการรุกรานของกัมพูชา เหมือนที่นายอนุทินได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ว่าจะไม่ให้ไทยต้องเสียดินแดนแม้แต่ตารางเซนติเมตรเดียว หรือแม้แต่การปิดด่านพรมแดนโดยฟังเสียงของประชาชนเป็นสำคัญ

ในวันนี้ (24 ก.ย.68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะนำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับตำแหน่ง และคาดว่าจะแถลงนโยบายต่อสภาผู้แทนราษฎรภายในสิ้นเดือนนี้ โดยรัฐบาลอนุทินได้เริ่มแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่านนโยบาย “Quick Big Win” ที่ต้องการ ‘ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม’ อย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน ได้แก่ การเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย ทั้งด้านสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ก๊าซหุงต้ม ค่าน้ำมันในการเดินทางขนส่ง การแก้ปัญหาพืชผลการเกษตรตกต่ำ รวมถึงการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะ มาตรการผ่อนคลายการให้เงินกู้แก่ภาคเอกชนโดยเฉพาะ SMEs และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การเยียวยาเกษตรกรและภาคเอกชน โดยเฉพาะ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายทางภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และการหาตลาดส่งออกใหม่ๆ เพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าว เป็นต้น
ที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือการเชื้อเชิญบรรดา ‘เทคโนแครต’ หรือผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเงินการธนาคาร อุตสาหกรรมการผลิต การค้าและการลงทุน และเศรษฐกิจมหภาค มาร่วมเป็น ‘ดรีมทีม’ หรือทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล และการเข้าเยี่ยมพูดคุยกับแกนนำภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นสภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้าไทย และสมาคมธนาคารไทย เมื่อเร็วๆ นี้ อีกหนึ่งภาคธุรกิจที่คาดว่ารัฐบาลอนุทินจะเข้าไปพูดคุยเพื่อหาแนวทางฟื้นฟูคือภาคการท่องเที่ยวและบริการ ที่สร้างเม็ดเงินเข้าประเทศไทยไม่ใช่น้อยแต่ก็ประสบปัญหาด้านรายได้และลูกค้าที่ซบเซา โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวคุณภาพจากประเทศจีนและยุโรป ที่เป็นนักท่องเที่ยวหลัก
ดังนั้น เราจะได้เห็นมาตรการที่เน้นกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นจากรัฐบาลอนุทินที่ออกมาอย่างต่อเนื่องในช่วงระยะเวลา 4 เดือนที่รัฐบาลมีอำนาจ ก่อนที่จะยุบสภาตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้แก่พรรคประชาชนที่สนับสนุนการโหวตนายอนุทินขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย ซึ่งมาตรการระยะสั้นดังกล่าวยังอาจรวมถึง ‘นโยบายประชานิยม’ หรือ Populist Policy เพื่อเรียกคะแนนนิยมจากประชาชน และเป็นการเตรียมความพร้อมต่อการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในช่วงต้นปีหน้าอีกด้วย
การเข้ามาสู่อำนาจรัฐของรัฐบาลอนุทินอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยบวกที่เข้ามาเสริมความเชื่อมั่นในแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศในช่วงที่เหลือของปี 2568 นี้ ท่ามกลางแรงกดดันจากหลากหลายทาง ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยภายนอก เช่นการปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่อัตรา 19% และการทะลักของสินค้าราคาถูกจากประเทศจีน เป็นต้น ส่วนปัจจัยภายในประเทศได้แก่ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลสู่การเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในต้นปีหน้า
โดยวิจัยกรุงศรีประเมินว่า เศรษฐกิจไทยจะมีการขยายตัวเพียง 1.3% ในช่วงปีหลังของปี 2568 เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 ซึ่งชะลอตัวลงจากที่โต 3 % ในช่วงครึ่งแรกของปี และคาดว่าทั้งปี 2568 เศรษฐกิจจะโตที่ 2.1%

ปัจจัยสำคัญต่างๆ ที่มีผลต่อการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ได้แก่
ภาคส่งออกสูญเสียแรงขับเคลื่อน โดยการส่งออกของไทยเติบโตสูงในช่วงครึ่งปีแรก ที่ 15% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการเร่งสะสมสินค้าล่วงหน้าก่อนที่สหรัฐฯ จะขึ้นอัตราภาษีนำเข้าที่ 19% อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้คาดว่าแรงส่งดังกล่าวจะลดลงอย่างรุนแรง นอกจากนี้ เศรษฐกิจโลกที่ซบเซาจะส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศและกิจกรรมภาคการผลิตทั่วโลก โดยคาดว่าการส่งออกของประเทศไทยในปี 2568 นี้ จะขยายตัวที่ 3.5% เท่านั้น
การลงทุนภาคเอกชนเผชิญความท้าทายเพิ่มขึ้น การลงทุนภาคเอกชนยังอยู่ในระดับต่ำที่ 0.9% ในปีนี้ อันเป็นผลมาจากความกังวลของนักลงทุนเรื่องความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ ความตรึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ล้าช้า และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ในขณะที่ปัจจัยบวกได้แก่การลงทุนของรัฐในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดเล็กวงเงิน 8.5 หมื่นล้านบาท
ภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มหดตัวเป็นปีแรกหลังฟื้นตัวจากโควิด ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 นี้ มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทย 21.9 ล้านคน ลดลง 7.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยสาเหตุหลักมาจากการลดลงอย่างมากของนักท่องเที่ยวจีนเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัย และการแข่งขันในภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น วิจัยกรุงศรีคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2568 ทั้งปี จะลดลงเหลือ 34 ล้านคน จาก 35.5 ล้านคนในปี 2567
การบริโภคภาคเอกชนถูกกดดันโดยหลายปัจจัย แม้การบริโภคจะได้แรงหนุนจากนโยบายบางส่วนของภาครัฐ เช่น มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศและนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นผ่านการปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่ผลเชิงบวกอาจมีข้อจำกัดเนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างและปัจจัยฉุดรั้งต่างๆ ได้แก่ผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่มีต่อการจ้างงานและรายได้ครัวเรือน รายได้เกษตรกรที่ลดลงเนื่องจากราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ซบเซาท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ การบริโภคในช่วงที่เหลือของปีนี้จึงมีแนวโน้มเติบโตต่ำ
ะสมสินค้าล่วงหน้า า ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการเร่งสะสมสินค้าล่วงหน้า ไม่แน่นอนทางการเมืองที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบา
ผู้เขียน : ดร.ขวัญชัย รุ่งฟ้าไพศาล อดีตบรรณาธิการ โต๊ะข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการมากว่า 30 ปี