ปัญหารอบด้านวัดกึ๋น! รัฐบาลหนู ชี้ผลแพ้ชนะในศึกเลือกตั้งครั้งหน้า

ทีมออนไลน์

ทีมออนไลน์

12 พฤศจิกายน 2568

ปัญหารอบด้านวัดกึ๋น! รัฐบาลหนู ชี้ผลแพ้ชนะในศึกเลือกตั้งครั้งหน้า

คอลัมน์ : ห้อยหัววิเคราะห์ข่าว

หลากหลายความท้าทายกำลังรุมเร้า “รัฐบาลอนุทิน” ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านความมั่นคง การเมือง และเศรษฐกิจ ซึ่งจะพิสูจน์ฝีมือหรือ “กึ๋น” ของผู้นำประเทศจากพรรคภูมิใจไทยในการแก้ปัญหาที่ตรงจุดและถูกใจประชาชนชาวไทยท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่ปกตินี้ ซึ่งจะมีผลอย่างยิ่งต่อคะแนนเสียงที่จะได้ในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในช่วงต้นปีหน้า

โดยล่าสุด รัฐบาลไทยได้ระงับปฏิญญาสันติภาพกับกัมพูชาที่ได้ลงนามไปเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 นี้ ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยมีประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา นายโดนัลด์ ทรัมป์ และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน ร่วมเป็นสักขีพยาน ส่งผลให้เกิดความตรึงเครียดรอบใหม่ระหว่างสองประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีของไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูลได้ให้เหตุผลว่ากัมพูชามีพฤติกรรมอันเป็นปรปักษ์ต่อความมั่นคงของไทย

สิ่งที่ชวนสงสัยก็คือ ก้าวต่อไปของรัฐบาลอนุทินจะเดินหน้าในประเด็นดังกล่าวอย่างไรท่ามกลางความคิดเห็นของประชาชนชาวไทยที่แตกออกเป็นสองฝ่าย ทั้งที่ต้องการให้รัฐบาลและกองทัพใช้กำลังทหารในการตอบโต้กัมพูชาให้เด็ดขาดเพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ ในขณะที่ประชาชนอีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องการให้เกิดการเจรจาระหว่างรัฐบาลของทั้งสองประเทศเป็นหลัก เพื่อหลีกเลี่ยงสงครามและความสูญเสียที่อาจเกิดกับทหารและประชาชนและไม่ให้สถานการณ์บานปลายใดๆ จนเกินควบคุม โดยนายกรัฐมนตรีอนุทินจำเป็นต้องบูรณาการทั้งปฏิบัติการทางการทหารและกลยุทธด้านการทูตเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบในเวทีโลก

นอกจากนี้ รัฐบาลอนุทินยังจะต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ โดยเฉพาะประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ถือว่าการสร้างสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา เป็นผลงานสำคัญในการรักษาความสงบสุขให้เกิดขึ้นในภูมิภาคอาเซียน โดยมีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างภาพลักษณ์และความสัมพันธ์กับผู้นำต่างๆ ในอาเซียนเพื่อการถ่วงดุลกับสาธารณรัฐประชาชนจีน และการเสาะหาทรัพยากรสำคัญต่างๆ โดยเฉพาะแร่หายาก หรือ Rare Earths ในภูมิภาคนี้

สิ่งที่นายกรัฐมนตรีอนุทินจะต้องทำคือการพิจารณาอย่างรอบครอบและถี่ถ้วนเพื่อรักษาผลประโยชน์และอธิปไตยของประเทศให้มากที่สุด อีกทั้งต้องรักษาคะแนนนิยมของประชาชนชาวไทยที่เป็นฐานเสียงสำคัญในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในระยะเวลาอันใกล้นี้

ทางด้านการเมือง รัฐบาลอนุทินอาจถูกยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจหลังจากเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรในเดือนธันวาคมนี้ โดยพรรคร่วมฝ่ายค้านได้แก่พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน โดยสาเหตุหลักๆ ของการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอนุทินอาจจะเป็นปัญหาสแกมเมอร์ที่แก้ไม่คืบหน้า ทั้งที่ถูกประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจับกุมและยึดทรัพย์เครือข่ายหลักๆ ที่อาจถูกเชื่อมโยงกับหลายบุคคลสำคัญในรัฐบาล ทั้งนี้ยังรวมถึงประเด็นปัญหาอื่นๆ ของพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าจะเป็นกรณีการฮั้วสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. และคดีที่ดินเขากระโดง เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้ อาจนำไปสู่การที่นายกรัฐมนตรีจะชิงประกาศยุบสภาก่อนเวลาอันควรก็เป็นได้เพื่อหลีกหนีปัญหาดังกล่าวก็เป็นได้

สุดท้ายคือปัญหาด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปัญหาที่เกี่ยวกับปากท้องของประชาชน ซึ่งรัฐบาลอนุทิน โดยรัฐมนตรีคนนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่กุมบังเหียนนโยบายเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลได้ออกมาตรการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการคนละครึ่ง พลัส เที่ยวดีมีคืน การเร่งคืนหนี้ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) การเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การเร่งเบิกจ่ายของส่วนราชการ โดยทั้งหมดนี้ ถือเป็นเม็ดเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจไปแล้วเกือบ 1 แสนล้านบาท โดยไม่ได้มีการกู้เงินใหม่ แสดงให้เห็นถึงวินัยการเงินการคลังที่ได้รับการรักษาเอาไว้อย่างเข้มงวด

นอกจากนี้ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และภาคสถาบันการเงิน ยังเดินหน้าแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของบริษัทบริหารสินทรัพย์ ภายใต้โครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ โดยมีจุดมุ่งหมายที่ต้องการแก้ไขปัญหาหนี้ภาคประชาชน ที่เป็นวิกฤตที่ฉุดรั้งทั้งชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม โดยรัฐบาลคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะโตได้ 1.1% ในไตรมาสที่ 4 ปีนี้ จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวเพียงแค่ 0.3%

ส่วนกระทรวงพาณิชย์ยังกำหนด 7 นโยบาย ภายใต้แนวทาง “Quick Big Win” ที่มุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ที่ได้ผลระยะยาวและกระจายตัว โดยทั้ง 7 นโยบายหลักของกระทรวงพาณิชย์ได้แก่ 1. การเจรจาภาษีสหรัฐฯ 2. การช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการชายแดน 3. การเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี หรือ FTA 4. การดูแลค่าครองชีพประชาชน 5. การรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร 6. การเสริมความแกร่งผู้ประกอบการ SMEs และ 7. การปรับกฎระเบียบและการใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงาน

นโยบายโดยรวมของทีมเศรษฐกิจรัฐบาลอนุทินจะมีผลในการเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใดยังคงต้องจับตาดูกันต่อไป อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รัฐบาลอนุทินควรต้องดำเนินการคือการวางพื้นฐานโครงสร้างระยะยาวให้กับประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปภาคการผลิต ที่เน้นเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ การปรับและสร้างทักษะใหม่ๆ ให้กับแรงงานเพื่อตอบรับกับความต้องการของตลาดปัจจุบัน รัฐบาลยังต้องปฏิรูปภาคการศึกษาของประเทศเพื่อสร้างบุคลากรที่มีความรู้และทักษะที่สอดคล้องกับธุรกิจและตลาดงานในโลกยุคใหม่ที่ไม่เน้นแรงงานราคาถูกอีกต่อไป

ผู้เขียน : ดร.ขวัญชัย รุ่งฟ้าไพศาล อดีตบรรณาธิการ โต๊ะข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการมากว่า 30 ปี