MOU แร่หายาก ไทยถูกดึงเข้าเกมการค้า จีน-สหรัฐฯ

ทีมออนไลน์

ทีมออนไลน์

29 ตุลาคม 2568

MOU แร่หายาก ไทยถูกดึงเข้าเกมการค้า จีน-สหรัฐฯ

คอลัมน์ : ห้อยหัววิเคราะห์ข่าว

การลงนามปฏิญญาการส่งมอบสันติภาพระหว่างไทย-กัมพูชา (Delivering Peace) ซึ่งคาดว่าจะนำไปสู่ความสงบเรียบร้อยระหว่างสองประเทศในอนาคต ดูเหมือนจะเป็นแค่ “ฉากหน้า” ที่ซ่อนเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์จากการแสวงหาแหล่งแร่หายากในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไว้เบื้องหลัง

การเยือนประเทศมาเลเซียของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ประกาศว่าตนเองต้องการสร้างความสงบสุขระหว่างประเทศไทยและประเทศกัมพูชา อาจไม่ใช่จุดประสงค์เดียวของผู้นำสหรัฐฯ หากแต่ทรัมป์ยังต้องการแสวงหาความร่วมมือกับหลายประเทศในภูมิภาคนี้ เพื่อเข้าไปมีส่วนร่วมและสนับสนุนด้านเทคโนโลยีในการสำรวจและแปรรูปแร่หายาก ที่ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการผลิตสินค้าต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาวุธยุทโธปกรณ์และสินค้าที่อาศัยเทคโนโลยีขั้นสูง

การแสวงหาแหล่งแร่หายากในภูมิภาคอาเซียนถือเป็นกลยุทธ์ทางการค้าของสหรัฐฯ ที่ต้องการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานของแร่หายากในภูมิภาคนี้ และเพื่อเป็นการ “ยัน” สาธารณรัฐประชาชนจีนที่สำรองและผลิตแร่หายากมากที่สุดในโลก โดยเป็นการกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาการนำเข้าแร่หายากจากประเทศจีนเป็นหลัก อันเป็นผลจากความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน ที่นำมาสู่สงครามการค้าโลกรอบใหม่จากการที่สหรัฐฯ ขึ้นภาษีตอบโต้ทางการค้า หรือ Reciprocal Tariff และถูกจีนโต้ตอบด้วยมาตรการที่เข้มข้นเช่นเดียวกัน

โดยที่ผ่านมา ประเทศจีนได้ประกาศมาตรการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับแร่หายากโดยมีผลบังคับทันที ครอบคลุมเทคโนโลยีการแปรรูป การผลิตแม่เหล็ก เครื่องรีไซเคิล และส่วนประกอบต่างๆ ที่ใช้ในอุตสาหกรรมขั้นสูง รวมถึงจะไม่อนุญาตให้มีการส่งออกไปยังผู้ใช้ในภาคกลาโหมต่างประเทศและจะพิจารณาอนุมัติใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็นกรณีไป มาตรการดังกล่าวถือเป็นการตอบโต้สหรัฐฯ ที่ได้ออกมาตรการต่างๆ ทั้งมาตรการภาษีตอบโต้แบบเท่าเทียม หรือ Reciprocal Tariff และมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีอื่นๆ เพื่อสกัดกั้นการนำเข้าสินค้าจากประเทศจีน รวมถึงการควบคุมการส่งออกสินค้าซอฟต์แวร์และเซมิคอนดักเตอร์ไปยังจีนด้วยเช่นกัน

รัฐบาลไทย โดยนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับสหรัฐอเมริกา นำโดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ที่ผ่านมา เพื่อแสวงหาความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศ โดยสหรัฐฯ จะมีส่วนร่วมในการร่วมในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาแหล่งแร่หายาก โดยข้อตกลงดังกล่าวไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย นอกจากประเทศไทยแล้ว ทรัมป์ยังได้ลงนามบันทึกข้อตกลงในการร่วมสำรวจและพัฒนาแหล่งแร่หายากในอีกหลายประเทศด้วยกัน ได้แก่ มาเลเซีย ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม การที่ประเทศไทยเข้าไปมีส่วนในห่วงโซ่อุปทานแร่หายากในภูมิภาคอาเซียน อาจสร้างความไม่พอใจให้กับจีน และอาจสร้างผลกระทบทางการค้าและอื่นๆ ระหว่างไทยกับจีนในอนาคต โดยประเทศจีนนำโดย สี จิ้นผิง ผู้นำจีนและประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้นัดหมายเจรจาในการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือ APEC ในวันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคมนี้ ที่ประเทศเกาหลีใต้ โดยมีเป้าหมายเพื่อหาทางลดระดับความตึงเครียดของสงครามการค้าที่สร้างความเสียหายรุนแรงให้กับทั้งสองประเทศ

แร่หายาก (Rare Earths หรือ Critical Minerals) ถือเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในอุตสาหกรรมสำคัญๆ ได้แก่ การป้องกันประเทศ การบินและอวกาศ พลังงานสีเขียว อิเล็กทรอนิกส์ การแพทย์ ยานยนต์ และ AI เป็นต้น คุณสมบัติของแร่หายากคือ ยากแก่การสกัดและแปรรูปให้มีความบริสุทธิสูง ต้องใช้ต้นทุนสูง ใช้เทคโนโลยีและความชำนาญในการผลิต เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แร่หายากสามารถนำไฟฟ้าได้ดี ต้านความร้อนสูง มีคุณสมบัติแม่เหล็กแรงสูง และมีความมันเงา

ประเทศที่พบว่ามีแร่หายากมากที่สุดในโลกก็คือจีน คิดเป็น 40% ของปริมาณสำรองของทั้งโลก หรือราว 44 ล้านเมตริกตัน และเป็นผู้ผลิตอันดับหนึ่งของโลกในปี 2024 ที่ 270,000 เมตริกตัน อันดับที่สองคือบราซิล โดยมีปริมาณสำรองที่ 21 ล้าน เมตริกตัน อันดับที่สามคืออินเดีย โดยมีปริมาณสำรองที่ 6.9 ล้าน เมตริกต้น อันดับที่สี่คือออสเตรเลีย ที่ 5.7 ล้านเมตริกตัน อันดับที่ห้าคือรัสเซีย ที่ 3.8 ล้านเมตริกตัน อันดับที่หกคือเวียดนาม ที่ 3.5 ล้านเมตริกตัน

อันดับที่เจ็ดคือสหรัฐอเมริกา ที่ 1.9 ล้านเมตริกตัน สหรัฐฯ ยังเป็นผู้ผลิตมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลก ที่ 45,000 เมตริกตัน อันดับที่แปดคือกรีนแลนด์ มีปริมาณสำรองแร่หายากที่ 1.5 ล้าน เมตริกตัน อันดับที่เก้าคือแทนซาเนีย ที่ 890,000 เมตริกตัน อันดับที่สิบคือแอฟริกาใต้ มีปริมาณสำรองที่ 860,000 เมตริกตัน อันดับที่สิบเอ็ดคือแคนาดาที่ 830,000 เมตริกตัน สำหรับประเทศไทย เป็นผู้ที่มีปริมาณสำรองแร่หายากเป็นอันดับที่ 12 ของโลก โดยมีปริมาณสำรองที่ 4,500 เมตริกตัน ไทยยังเป็นผู้ผลิตอันดับที่สี่ของโลก โดยมีการผลิตอยู่ที่ 13,000 เมตริกตัน เท่ากับออสเตรเลียและไนจีเรีย

สหรัฐฯ ต้องพึ่งพาจีน สำหรับ 70% ของความต้องการแร่หายาก นอกจากแร่หายากแล้ว จีนยังเป็นผู้ผลิตหลักสำหรับแร่สำคัญอื่นๆ อีกด้วย เช่น ลิเทียมและกราไฟต์  โดยสหรัฐฯ ต้องพึ่งพาการนำเข้าแร่หายากเป็นหลัก ในบรรดาแร่ธาตุสำคัญ 50 ชนิด สหรัฐฯ ต้องนำเข้าทั้งหมด 12 ชนิด และนำเข้ากว่า 50% สำหรับอีก 16 ชนิด

จีนขุดแร่หายากประมาณ 60-70% ของโลก และผลิตแร่หายากที่แปรรูปแล้วประมาณ 90% ของโลก ผลิตแม่เหล็กแร่หายากประมาณ 90% ของโลก จีนทำห่วงโซ่อุปทานอย่างครบวงจรตั้งแต่การขุดเหมืองไปจนถึงการผลิตแม่เหล็กแร่หายากที่ใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยเมื่อเดือนเมษายน จีนได้ควบคุมการส่งออกแร่หายาก 7 ชนิด ซึ่งรวมถึง ดิสโพรเซียมและเทอร์เบียม ที่ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ EV และต่อมาในต้นเดือนตุลาคม จีนได้ประกาศเพิ่มการควบคุมแร่หายากอีก 5 ชนิด รวมเป็น 12 ชนิด และมีการจำกัดการส่งออกเครื่องมือและวัสดุบางอย่างที่ใช้ในการขุดเหมืองและการแปรรูปแร่หายากอีกด้วย

ผู้เขียน : ดร.ขวัญชัย รุ่งฟ้าไพศาล อดีตบรรณาธิการ โต๊ะข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการมากว่า 30 ปี