“ดีอี” เร่งแก้กฎหมาย แบงก์รับผิด 100% ถ้า ปชช.ถูกมิจฉาชีพหลอก

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

16 กันยายน 2567

“ดีอี” เร่งแก้กฎหมาย แบงก์รับผิด 100% ถ้า ปชช.ถูกมิจฉาชีพหลอก

ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างร่างกฎหมายฉบับใหม่ เรื่องอาชญากรรมออนไลน์ โดย ธปท.อยู่ระหว่างการทำไกด์ไลน์ (Enforcement) ในการกำหนดหน้าที่ของสถาบันการเงิน หากสถาบันการเงินไม่ปฏิบัติตาม แล้วมีประชาชนได้รับความเสียหาย สถาบันการเงินต้องรับผิดชอบ 100%

วันนี้ (16 ก.ย.67) ที่ศูนย์ราชการอาคารซี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า โดยหลักการสามารถเขียนในกฎหมาย ซึ่งกฎหมายที่ดีอีพิจารณาอยู่จะมีการเขียนในเรื่องนี้เพิ่มเติม เพื่อกำหนดอำนาจหน้าที่ชัดเจน แต่ขณะนี้แนวทางปฏิบัติของผู้ประกอบการเริ่มมีการกำหนดจากหน่วยงานควบคุมหรือกำกับดูแล (เรกูเลเตอร์)


ข่าวน่าสนใจอื่น


ซึ่งมองว่าจะเป็น ธปท. หรือกรณีของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งถ้าไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์อาจเป็นการประมาทเลินเล่อ และถ้าเกิดผลเสียหายจะมีกลไกที่เกิดการดำเนินการทางศาล สำหรับผู้เสียหาย

“ผู้เสียหายสามารถฟ้องศาลได้ เหมือนหลักการที่เวลาที่มีแอปฯรั่ว หรืออะไรที่ทำให้ผู้เสียหายฟ้องคดี ตรงนี้มีโอกาสต้องรับผิดชอบแต่ว่าจริงๆ แล้วมีกลไกอีกหลายด้านที่สามารถกำหนดโดยเรกูเลเตอร์ได้ และอยู่ระดับการเขียนกฎหมาย ซึ่งต้องออกกฎหมายก่อนถึงจะมีการบังคับใช้”นายประเสริฐกล่าว

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)

นายประเสริฐกล่าวว่า สำหรับการรับผิดชอบของธนาคารนั้น ขึ้นอยู่กับระดับดีกรีของการประมาทเลินเล่อ โดยปกติแล้วคนที่โกงไปรับผิดชอบเต็ม 100% แต่ถ้าสามารถระบุได้ว่าใครมีส่วนประมาทมากน้อยอย่างไร ในส่วนนั้นจะทำให้ต้องมีโอกาสร่วมรับผิดชอบร่วมกันได้ แต่ไม่ใช่การรับผิดชอบทั้งก้องความเสียหาย ซึ่งประเด็นนี้ไม่ใช่ความช่วยเหลือของธนาคาร แต่เป็นเรื่องของความรับผิดชอบ

ที่ผ่านมา ในอดีตมีการยกคดีกรณีศึกษาว่ามีผู้เสียหายอาชญากรรมออนไลน์ ได้ฟ้องธนาคารต่อศาลแล้วผู้เสียหายชนะ ซึ่งหลายฝ่ายจะนำกรณีนี้มาเป็นมาตรฐาน เพื่อเป็นตัวกำหนดว่าต่อไป ธนาคารต้องมีส่วนในการรับผิดชอบ แต่เนื่องจากว่าประเด็นนี้ต้องพิจารณาหลายองค์ประกอบ ดังนั้น หากร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องมาเป็นมาตรฐาน คาดว่าจะมีการกำกับดูแลได้ดีมากขึ้น แต่ต้องพิจารณารายละเอียดเพิ่มเติมหลายเรื่องมากขึ้น

“กฎหมายที่จะกำหนดอำนาจและหน้าที่ของแบงก์อยู่ในส่วนของพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เป็นกฎหมายพิเศษเพื่อเร่งคืนเงินให้ผู้เสียหายและเพิ่มโทษการซื้อขายข้อมูล ซึ่งการกำหนดอำนาจแบงก์จะเป็นข้อเสนอในการแก้ พรก.ที่ออกไปแล้วเพิ่มเติม”นายประเสริฐกล่าว

นายประเสริฐ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เป็นกฎหมายพิเศษเพื่อเร่งคืนเงินให้ผู้เสียหายและเพิ่มโทษการซื้อขายข้อมูล ขณะนี้ พรก.อยู่ในขั้นตอนกฎหมาย เพราะตัวเงินที่เป็นของกลางมีความสลับซับซ้อน เนื่องจากไม่ใช่การยึดเงินจากภาครัฐบาล แต่ตอนนี้เห็นเงินที่ตกค้างในบัญชีที่มิจฉาชีพไม่สามารถเอาไปได้ ซึ่งเงินยังอยู่ในระบบธนาคาร

ดังนั้น ต้องสร้างกระบวนการในการชี้ว่าเงินนี้แบ่งคืนให้กับคนที่ถูกหลอกได้ ขณะนี้ได้ข้อตกลงว่าใครต้องทำอย่างไร และต้องออกกฎหมาย เพราะกระบวนการในการคืนเงินโดยภาคธนาคารจะทำไม่ได้

“จะสามารถดำเนินการคืนเงินได้อยู่ที่กฎหมายฉบับนี้แล้วเสร็จช่วงไหน แต่เนื่องจากเราไม่สามารถกำหนดให้คืนเงินได้ในช่วงไหน แต่ว่ากระบวนการขั้นตอนนี้จะบอกว่าเมื่อพบเงินที่ตกค้างในภาคธนาคาร และสามารถยืนยันได้ว่าเงินพวกนี้เป็นเงินที่มาจากกระบวนการบัญชีม้า เราสามารถตั้งหน่วยงาน หรือบุคคล เช่น ปปง. ในการชี้ว่าเงินจะนำไปคืนใคร”นายประเสริฐกล่าว