นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน GovernorConnect เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.69 ถึงมาตรการเฝ้าระวังธุรกรรมไม่พึงประสงค์ เป็นการยกระดับกระบวนการ KYC / CDD / EDD เพื่อติดตามธุรกรรมที่ผิดปกติ โดยเฉพาะธุรกรรมเงินสด (Pattern) มีมาตรการดังนี้
1.การกำกับธุรกรรมถอนเงินสด สำหรับการถอนเงินสดที่มีมูลค่าตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ต้องแจ้ง “วัตถุประสงค์” การถอนเป็นเงินสด โดยกำกับธุรกรรม “ฝากเงินสด” และ “แลกเงินสด” มูลค่าตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป โดยจะต้องแจ้ง “แหล่งที่มา” ของเงินและ “วัตถุประสงค์” ในการทำธุรกรรมด้วย
2. การรายงานธุรกรรมที่มีลักษณะผิดปกติ กำหนดให้สถาบันการเงิน (สง.) ต้องรายงานธุรกรรมที่ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมหรือประวัติเดิมของลูกค้า (Profiling) เช่น การทำธุรกรรมที่มีมูลค่าสูงมากเกินไป (High value) หรือธุรกรรมที่มีความถี่ในการทำกิจกรรมสูงผิดปกติ (High frequency)
โดยมาตรการในขั้นถัดไปจะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการนำนโยบายไปปฏิบัติจริงในภาคธนาคาร เพื่อลดความเสี่ยงจากการทำธุรกรรมเงินสดที่ไม่พึงประสงค์ให้เหลือน้อยที่สุด
จากข้อมูลซึ่งรวบรวมจากสถาบันการเงินรายใหญ่ 7 แห่งของประเทศ (ประกอบด้วยกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่มีนัยต่อความเสี่ยงเชิงระบบหรือ D-SIBs ได้แก่ BAY, BBL, KBANK, KTB, SCB, TTB และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐหรือ SFI ได้แก่ BAAC) พบว่าหลังจากที่มีการบังคับใช้มาตรการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด ปริมาณและมูลค่าของการถอนเงินสดขนาดใหญ่ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ด้านจำนวนรายการธุรกรรมในช่วงไตรมาสที่ 1 มีค่าเฉลี่ยจำนวนรายการถอนเงินสดขนาดใหญ่อยู่ที่ 8,946 รายการ (โดย ม.ค.69 มี 9,398 รายการ, ก.พ.69 มี 7,871 รายการ และ มี.ค.69 มี 9,568 รายการ)
เมื่อเข้าสู่เดือน เม.ย.69 ตัวเลขจำนวนรายการลดลงเหลือเพียง 6,481 รายการ ซึ่งคิดเป็นการปรับตัวลดลงถึงร้อยละ 28 เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในไตรมาสแรก และเมื่อดูสถิติต่อเนื่องในช่วงครึ่งแรกของเดือน พ.ค.69 (วันที่ 1–15 พ.ค.69) พบว่ามีจำนวนรายการเพียง 2,372 รายการ
ด้านมูลค่ารวมของธุรกรรม ในช่วงไตรมาสที่ 1 มีค่าเฉลี่ยด้านมูลค่ารวมอยู่ที่ 97,209 ล้านบาท (โดย ม.ค.69 มีมูลค่า 108,638 ล้านบาท, ก.พ.69 มีมูลค่า 82,954 ล้านบาท และ มี.ค.69 มีมูลค่า 100,034 ล้านบาท)
แต่เมื่อมาตรการเข้มงวดขึ้นในเดือน เม.ย.69 มูลค่ารวมของการถอนเงินสดลดลงมาอยู่ที่ 73,083 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยไตรมาสแรก และในช่วงวันที่ 1–15 พ.ค.69 มูลค่ารวมลดลงเหลือ 28,637 ล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่ยังคงหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง
เมื่อเข้าสู่เดือน พ.ค.69 มูลค่ายังคงลดลงต่อเนื่องอีก 25% – 30% ทิศทางนี้ดีมาก เพราะธุรกรรมที่น่าสงสัย ไม่ว่าจะเป็นการคอร์รัปชัน หรือการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ล้วนใช้เงินสดทั้งสิ้น ไม่มีใครใช้เงินโอนที่ตรวจสอบย้อนหลัง (Track) มาตรการนี้พยายามบังคับให้ทุกคนเข้ามาอยู่ในระบบโอนเงิน หรือใช้แคชเชียร์เช็คแทน
“มาตรการนี้ผมโดนด่าและได้รับความสรรเสริญอย่างหนาหูมากจากผู้ที่นิยมใช้เงินสดจำนวนเยอะ ๆ แต่สาธารณชนทั่วไปค่อนข้างชอบ”
และในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า ธปท. จะยกระดับขึ้นไปอีกขั้น โดยจะควบคุม การฝากเงินสดและการแลกเงินสดเกิน 5 ล้านบาท ใครหิ้วเงินสดเป็นก้อนมาฝาก หรือเอาธนบัตรชนิด 1,000 บาท มูลค่ารวมเป็นล้าน ๆ มาขอแลกเป็นธนบัตรชนิพ 500 บาท หรือธนบัตรชนิด 100 บาท
ธนาคารพาณิชย์จะมีหน้าที่ต้องให้ผู้ทำธุรกรรมสำแดงและอธิบายให้ได้ว่าเอาเงินมาจากไหน และมีความจำเป็นอะไรในประเทศนี้ที่ต้องใช้แต่ธนบัตรย่อยขนาดนั้น
“มาตรการนี้จะช่วยบีบให้ธุรกิจสีเทาหรือการคอร์รัปชันทำได้ยากขึ้นในระยะยาว ใครเก็บเงินสดไว้เยอะ ๆ ก็แนะนำให้รีบเอาออกมาใช้ให้หมดนะครับ”
