สายช้อปเฮ! 3 ต.ค.นี้ แกะกล่องดูสินค้า ก่อนจ่ายเงินได้
ต้นกุมภาฯ อีจัน
11 กันยายน 2567

วันนี้ (11 ก.ย.67) ที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่กระทรวงดีอีเป็นวันแรก ภายหลังจากราชกิจจานุเบกษา ประกาศพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ที่ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการเป็นที่เรียบร้อยไปเมื่อวันที่ 4 ก.ย.67
นายประเสริฐกล่าวถึงประกาศเรื่องให้ธุรกิจการให้บริการขนส่งสินค้าโดยเรียกเก็บเงินปลายทางเป็นธุรกิจที่ควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงิน พ.ศ.67 จะมีผลบังคับใช้ 3 ต.ค.67 เป็นต้นไป เพื่อแก้ไขปัญหาการซื้อขายสินค้าหรือบริการออนไลน์แบบใช้บริการเก็บเงินปลายทาง (COD) ตามที่คณะกรรมการว่าด้วยสัญญาภายใต้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) มีมติเห็นชอบ และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เดือน ก.ค.67
ข่าวน่าสนใจอื่น
โดยกฎหมายฉบับนี้ให้ผู้ประกอบธุรกิจบริการขนส่งสินค้าต้องระบุรายละเอียดสำคัญของผู้ส่งสินค้าและผู้ประกอบการ รวมถึงชื่อ-นามสกุลของผู้รับเงิน พร้อมกับหมายเลขติดตามพัสดุ โดยข้อบังคับนี้กำหนดให้ผู้ให้บริการขนส่งสินค้าต้องเก็บเงินค่าสินค้าไว้เป็นระยะเวลา 5 วัน ก่อนจะนำส่งเงินให้กับผู้ขาย เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคมีเวลาเพียงพอในการแจ้งขอคืนสินค้าและขอเงินคืนในกรณีที่พบปัญหาจากการสั่งซื้อ
“นอกจากนี้ กฎหมายยังให้สิทธิผู้บริโภคในการเปิดดูสินค้าก่อนที่จะทำการชำระเงิน หากตรวจสอบแล้วพบว่า สินค้าไม่ตรงตามที่สั่ง หรือมีปัญหาทางด้านคุณภาพ ผู้บริโภคสามารถปฏิเสธการชำระเงินและปฏิเสธการรับสินค้าได้ทันที”นายประเสริฐ กล่าว

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)
นายประเสริฐ กล่าวว่า ตามที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีกำหนดแถลงนโยบายต่อรัฐสภา วันที่ 12 – 13 ก.ย.นี้ โดยในส่วนของกระทรวงดีอี จะมีการเรียกประชุมในส่วนราชการในสัปดาห์หน้า ภายหลังจากรัฐบาลแถลงนโยบายแล้วเสร็จ เพื่อขับเคลื่อนแผนงานของกระทรวงดีอี
ขณะเดียวกัน จากงานที่กระทรวงดีอีได้ทำมาตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าจะเป็นนโยบายในอนาคตของรัฐบาลจากการแถลงต่อสภาแล้วเสร็จ หลักๆ จะมี 4-5 เรื่อง คือ 1.การแก้ปัญหาภัยออนไลน์ที่ต้องทำต่อเนื่อง โดยเฉพาะแก๊งคอลเซนเตอร์ พนันออนไลน์ อาชญากรรมออนไลน์รูปแบบต่างๆ เป็นต้น
2.คลาวด์ภาครัฐ (Cloud First Policy) จะมีการขับเคลื่อนต่อเนื่อง 3.การดูแลส่งเสริม และการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) ที่ได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากการค้าอีคอมเมิร์ซ 4.การใช้เศรษฐกิจดิจิทัลในการสร้างโอกาสให้กับเศรษฐกิจ และ 5.การพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัล เนื่องจากขณะนี้ขาดแคลนกำลังคนในด้านนี้

“ผลงาน 1 ปี ดีอีได้เปิดศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ หรือ AOC 1441 มีรูปธรรมชัดเจน เพราะเปิดตั้งแต่ 1 พ.ย.66-ปัจจุบัน ผลงานน่าพอใจ เพราะมูลค่าความเสียหายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะตัวเลขความเสียหายโดย 1 วัน มูลค่าอยู่ที่ 29-30 ล้านบาท และไม่เกิน 50 ล้านบาท จากเดิมมีมูลค่าความเสียหาย 100 ล้านบาท รวมถึงตัวเลขคดีลดลงเช่นกัน”นายประเสริฐกล่าว
ขณะเดียวกัน เรื่องสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ที่ดูเรื่องพ.ร.บ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) จากอดีตข้อมูลบุคคลรั่วไหล โดยใช้วิธีการสุ่มตรวจ 100% พบโอกาสข้อมูลรั่ว 30-40% ภายหลังจากมีพ.ร.บ.ดังกล่าว ทำให้การตรวจสอบข้อมูล และกำกับดูแลหน่วยงานให้คุ้มครองข้อมูลมากขึ้น ปัจจุบันพบโอกาสรั่วไหลอยู่ที่ 1.21-1.5%

นอกจากนี้ กระทรวงดีอี มุ่งนโยบายเรื่องการลดปริมาณกระดาษ (เปเปอร์เลส) ซึ่งการทำงานภายในกระทรวงได้ปรับลดการใช้กระดาษมากขึ้น และปี 67 ได้งบประมาณมากขึ้นจะเริ่มเปลี่ยนราชการระดับกระทรวง ระดับท้องถิ่นมากขึ้น อีกทั้งได้มีการเริ่มด้านกำลังคนที่ให้มีการเขียนโปรแกรมต่างๆ ให้ราชการได้ใช้งานฟรี สิ่งที่จะเดินต่อไปจะยกระดับคนกลุ่มนี้ให้เขียนโค้ดต่างๆ ให้กับราชการมากขึ้น โดยเริ่มตั้งกองชั่วคราวขึ้นมาดำเนินการแล้ว
“อย่างไรก็ตาม การทำหน้าที่รองนายกฯ ได้พูดคุยกับนายกฯบ้างแล้ว ระหว่างนี้ยังอยู่ช่วงการแบ่งงาน เพราะต้องมีการแบ่ง 2 อย่าง 1 แบ่งเขตราชการ 2 แบ่งภารกิจ ซึ่งนายกฯยังไม่ได้มอบหมายอย่างเป็นทางการ ต้องรอความชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง”นายประเสริฐกล่าว
ทั้งนี้ ปีงบประมาณ 68 กระทรวงดีอี ได้งบประมาณ 9,800 ล้านบาท ยอมรับว่า กระทรวงได้งบประมาณเพิ่มขึ้นตามลำดับ จากตอนแรกที่เขาเข้ามารับตำแหน่ง ได้งบประมาณ ไม่ถึง 7,000 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่ากระทรวงนี้มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ