ท่ามกลางวิกฤตพลังงาน จากสงครามตะวันออกกลาง ที่สะเทือนหลายประเทศ
ล่าสุด วานนี้ (26 พ.ค.69) สื่อต่างประเทศ รายงานว่า รัฐบาลญี่ปุ่น ได้ประกาศอนุมัติแพ็กเกจงบประมาณช่วยเหลือฉุกเฉินมูลค่า 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 103,456,000,000 บาท เพื่อช่วยเหลือภาคครัวเรือนและธุรกิจขนาดเล็กในการรับมือกับค่าไฟฟ้าและค่าก๊าซที่พุ่งสูงขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลก

มาตรการอุดหนุนนี้จะครอบคลุมระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่ เดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2569 ซึ่งเป็นช่วงฤดูร้อนที่ความต้องการใช้พลังงานมักจะพุ่งสูงขึ้น โดยรัฐบาลจะดึงงบประมาณมาจากเงินสำรองของปีงบประมาณปัจจุบัน ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วย ลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคของแต่ละครัวเรือนลงได้ประมาณ 5,000 เยน หรือประมาณ 1,022 บาท ในช่วงฤดูร้อนนี้
โดยการตัดสินใจของรัฐบาล มีขึ้นท่ามกลางความกังวลอย่างหนักเกี่ยวกับวิกฤตพลังงานที่ยืดเยื้อ ซึ่งเชื่อมโยงกับความไม่สงบในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางเป็นอย่างมาก ทำให้มีความเปราะบางต่อการหยุดชะงักของการขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG)
นายมาซานาโอะ โอซากิ รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น ระบุว่า แม้ราคาค่าไฟฟ้าและก๊าซอาจจะยังไม่มีการปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงเดือนนี้หรือเดือนหน้า แต่ราคาการนำเข้าเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นจะเป็นปัจจัยสำคัญหลังจากนั้น พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะทำอย่างเต็มที่เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีการหยุดชะงักต่อชีวิตประจำวันของประชาชนหรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะยังคงมีความไม่แน่นอน
ด้านนายเรียวเซ อากาซาวะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม กล่าวเสริมว่า ความช่วยเหลือจะเน้นหนักไปที่เดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงสุดในรอบปี
นอกเหนือจากงบประมาณอุดหนุนเฉพาะหน้าก้อนนี้ นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทากาอิจิ ยังได้เสนอแผนจัดทำงบประมาณเพิ่มเติมในวงกว้างมูลค่าเกือบ 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากค่าเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นและภาวะเงินเฟ้อ, โดยนายกรัฐมนตรีระบุเมื่อวันจันทร์ว่า รัฐบาลคาดการณ์ว่าจะสามารถจัดหาน้ำมันได้อย่างมั่นคงไปจนถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า
อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า ความไม่มั่นคงที่ดำเนินต่อไปในตะวันออกกลางอาจสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจของญี่ปุ่น และทำให้การจัดการภาวะเงินเฟ้อรวมถึงการตัดสินใจเชิงนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น (Bank of Japan) มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
