ถ้าอิหร่านปิดช่องแคบ “บับเอลมันเดบ” โลกจะเกิดอะไรขึ้น ?

ยิ่งกว่าเก่า! เมื่อ “อิหร่าน” งัดไม้แข็ง ขู่ปิดช่องแคบบับเอลมันเดบ จับตาเศรษฐกิจโลก กระทบเป็นโดมิโน่ ราคาน้ำมันพุ่ง-เงินเฟ้อ-สินค้าเน่า

นับเป็นสถานการณ์ที่โลกต้องกลับมาจับตาอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง หลังจากที่ (1 มิ.ย. 69) อิหร่าน ประกาศล้มการเจรสันติภาพต่อสหรัฐอเมริกา โดยทันที ซึ่งเป็นผลพวงจากการโจมตีครั้งรุนแรงของอิสราเอลต่อเลบานอน ด้วยเหตุนี้ ทำให้เตหะราน แสดงความพร้อมในการตอบโต้ อีกทั้งพร้อมเข้าควบคุมพื้นที่ช่องแคบอีกแห่งอย่าง บับเอลมันเดบ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรฐกิจรอบด้านของโลกอีกด้วย

วันนี้ “อีจัน” จะพาไปทำความรู้จัก ช่องแคบบับเอลมันเดบ ว่ามีความสำคัญต่อโลกอย่างไร และหากถูกควบคุมโดยอิหร่าน จะเกิดอะไรขึ้น

ช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab el-Mandeb Strait) ถือเป็น “คอขวดทางทะเล” ซึ่งมีความกว้างช่วงที่แคบที่สุดเพียงประมาณ 30 กิโลเมตร โดยตั้งอยู่ระหว่างทวีปเอเชีย (ประเทศเยเมน) และทวีปแอฟริกา (ประเทศจิบูตีและเอริเทรีย)

โดยปกติแล้ว หากไม่มีเรื่องสงครามเกิดขึ้น ช่องแคบบับเอลมันเดบ ทำหน้าที่เป็น “ประตูบานแรก” ของการค้าระหว่างซีกโลกตะวันออกและซีกโลกตะวันตกด้วย 3 เหตุผลสำคัญ

1. ฟันเฟืองสำคัญของคลองสุเอซ ด้วยทะเลแดงมีทางเข้าออกหลักเพียง 2 ทาง คือ ทิศเหนือ (คลองสุเอซ) และทิศใต้ (ช่องแคบบับเอลมันเดบ) หากเรือสินค้าจากเอเชียต้องการไปยุโรปผ่านคลองสุเอซ ทุกลำต้องผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบก่อนเสมอ หากผ่านจุดนี้ไม่ได้ คลองสุเอซจะหมดความหมายทันที

2. ทางผ่านสินค้า 12-15% ของโลก ในแต่ละปีมีเรือสินค้าผ่านช่องแคบนี้มากกว่า 20,000 ลำ ขนส่งสินค้าทุกประเภท ตั้งแต่เสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนรถยนต์ เมล็ดพันธุ์พืช ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

3. เส้นทางพลังงานหลักของยุโรปและเอเชีย เป็นเส้นทางหลักที่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลาง (เช่น ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อิรัก) ใช้ส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ (LNG) ไปยังทวีปยุโรป และในทางกลับกัน รัสเซียหรือประเทศในยุโรป ได้ใช้เส้นทางนี้ส่งออกน้ำมันมายังตลาดเอเชีย (เช่น จีน อินเดีย) โดยมีปริมาณน้ำมันผ่านจุดนี้สูงถึง 4.5 – 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีมิติเรื่องสงครามเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ ช่องแคบบับเอลมันเดบ คล้ายถูกจับเป็นตัวประกันด้านเศรษฐกิจ และเมื่อเกิดความรุนแรงขึ้นนับจริงนี้ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจโลก อาจอยู่ในจุดที่ไม่สามารถมูลค่าความเสียหายได้ ดังนี้

1. การตัดขาดทางเลือกในการลำเลียงน้ำมันของโลก

– ปิดกั้นการขนส่งน้ำมันดิบประมาณ 4.5 ถึง 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จำนวนมหาศาล ไปยังยุโรปและอเมริกา

– ทลายแผนการของซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในการลำเลียงน้ำมันดิบผ่านระบบท่อส่งข้ามประเทศ จากฝั่งอ่าวเปอร์เซีย ลงที่ท่าเรือในทะเลแดง ซึ่งเป็นแผนสำรองตั้งแต่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะทำให้น้ำมันดิบนั้น ติดกับดักขังอยู่ในทะเลแดง ไม่สามารถแล่นออกสู่มหาสมุทรอินเดีย หรือมุ่งหน้าลงใต้ได้เลย

2. ผลกระทบโดมิโน่ (รวมถึงประเทศไทย)

– การเดินเรืออ้อมโลก จะทำให้เรือสินค้าทั้งหมดต้องเปลี่ยนเส้นทางไปอ้อม แหลมกู๊ดโฮป (Cape of Good Hope) ทางใต้สุดของแอฟริกา ซึ่งจะเพิ่มระยะทางถึง 6,000 กิโลเมตร และทำให้เวลาเดินทางเพิ่มขึ้น 10 ถึง 14 วันต่อเที่ยว

ค่าน้ำมันเรือพุ่งสูง ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงเรือเพิ่มขึ้นเที่ยวละหลายแสนดอลลาร์ เกิดภาวะขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์หมุนเวียน ส่งผลให้ ค่าระวางเรือ (Freight Rate) ดีดตัวสูงขึ้นหลายเท่าตัว

วิกฤตตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลน เมื่อเรือใช้เวลาเดินทางนานขึ้น ตู้คอนเทนเนอร์จะติดค้างอยู่บนเรือนานขึ้น ทำให้ไม่มีตู้ว่างหมุนเวียนกลับมาสลับรับสินค้าชิ้นใหม่ที่ท่าเรือต้นทาง ส่งผลให้ ค่าระวางเรือ (Freight Rates) พุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว

ภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูง ต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้นจะถูกผลักภาระมายังผู้บริโภค ราคาน้ำมันดิบโลกอาจดีดตัวทะลุ 100-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้อย่างรวดเร็ว สินค้านำเข้าและส่งออกของไทยไปยุโรปจะแพงขึ้น และส่งมอบล่าช้า

ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูง เนื่องจากน้ำมันดิบหลายล้านบาร์เรลต่อวัน ไม่สามารถส่งมอบได้ตามเวลา โรงกลั่นน้ำมันในยุโรปและเอเชียจะเกิดภาวะขาดแคลนวัตถุดิบชั่วคราว ดันให้ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกดีดตัวสูงขึ้นทันที

สินค้าเน่าเสีย/ขาดตลาด สินค้าเกษตร อาหารสด หรือเคมีภัณฑ์ที่มีอายุการเก็บรักษาจำกัดอาจเน่าเสียคาทะเล ส่วนอุตสาหกรรมที่ใช้ระบบการผลิตแบบ Just-in-Time จะต้องหยุดชะงักเพราะชิ้นส่วนส่งมาไม่ถึง

ภาวะเงินเฟ้อ เมื่อต้นทุนขนส่งและค่าน้ำมันเพิ่มขึ้นทั้งหมด จะถูกส่งต่อมายังผู้บริโภค ทำให้ราคาสินค้าทุกชนิดบนท้องถนนแพงขึ้นทั่วโลก

ฉะนั้น สถานการณ์ที่ช่องแคบบับเอลมันเดบ ณ เวลานี้ ไม่ใช่แค่ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่เป็น กลยุทธ์ขั้นสูงสุดของอิหร่าน ในการใช้ไพ่เศรษฐกิจโลกบีบให้สหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันตก ต้องยอมถอยในกระดานการเมืองระหว่างประเทศ แต่จะเห็นผลหรือไม่ ต้องติดตามดู