ย้อนกลับไปช่วงกลางปี 2568 สงครามชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเกิดขึ้นจากปัญหาพื้นที่ทับซ้อน นับเป็น 1 ในเหตุการณ์สำคัญต่อประวัติศาสตร์ชาติไทย โดยกองทัพบกไทย และกระทรวงกลาโหม ภายใต้การบัญชาของ พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (ณ เวลานั้น) ได้ระดมสรรพกำลังและวิถีทาง เพื่อรักษาอธิปไตยชาติ ซึ่งล่าสุด “บิ๊กเล็ก” ได้เปิดใจถึงเบื้องหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมตลอด 12 ปีในการรับใช้แผ่นดินด้วยตำแหน่งในรัฐบาล
(26 พ.ค. 69) พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดใจถึงเรื่องราวชีวิตภายหลังอำลาตำแหน่งระดับสูงในวัย 66 ปี ผ่านรายการ SAP Talk Ep.6 “บิ๊กเล็ก” เปิดใจครั้งแรกหลังอำลา รมว.กลาโหม ผ่านช่องทาง SAP News – เอสเอพี นิวส์

บิ๊กเล็ก กล่าวเริ่มต้นถึงการตัดสินใจอำลาตำแหน่งรัฐมนตรี เมื่อ (6 เม.ย. 69) ว่า ผมมีความตั้งใจที่จะหายไปจากหน้าจอเพราะในช่วงเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่ ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างมาก แต่การที่ตัดสินใจมาออกรายการในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะได้รับกำลังใจอย่างคาดไม่ถึงจากพี่น้องประชาชนที่เข้ามาทักทายและให้กำลังใจในที่สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นตอนไปเดินห้างสรรพสินค้า ไปทานข้าว หรือแม้แต่ตอนไปจ่ายกับข้าวเองในฐานะประชาชนธรรมดา ซึ่งกำลังใจเหล่านี้ทำให้รู้สึกฟูขึ้นมา เพราะตอนที่ทำงานอยู่นั้นมักจะได้รับทราบแต่เสียงของคนที่ไม่พอใจหรือไม่เข้าใจในสิ่งที่ทำ
ย้อนกลับไปในช่วงเกือบ 12 ปีที่ผ่านมา บิ๊กเล็ก กล่าวว่า ผมเองได้ทำงานรับใช้รัฐบาลมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 ในยุค คสช. โดยได้รับผิดชอบงานด้านความมั่นคงและแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศหลายประการ เช่น การแก้ปัญหาคลองลาดพร้าว แฟลตดินแดง รวมถึงปัญหา ICAO และ IUU นอกจากนี้ ในช่วง 5 ปีสุดท้าย ยังได้เข้าไปมีบทบาทสำคัญในการบริหารวิกฤตของประเทศ 3 งานหลัก คือ การแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 การกู้ภัยน้ำท่วมและดินโคลนถล่มที่แม่สายเมื่อปี 2567 และการบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งตลอดเวลาที่ทำงานมานั้น ยอมรับว่าเต็มไปด้วยความกังวลและความเครียด
“ในการเปรียบเทียบภารกิจต่าง ๆ นั้น ภารกิจที่แม่สายถือว่าเบาที่สุด เพราะได้รับความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่อย่างดีเยี่ยม ในขณะที่สถานการณ์โควิดและปัญหาชายแดนนั้น มีความยากลำบากพอๆ กันแต่คนละมิติ โดยในช่วงโควิดต้องเผชิญกับแรงกดดันทั้งจากคนที่ได้รับผลกระทบจากการล็อกดาวน์และคนที่กังวลว่าหากผ่อนคลายมาตรการแล้วจะเกิดการระบาดซ้ำ

ส่วนปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชานั้น ยากตรงที่ข้อมูลหลายเรื่องเป็นความลับด้านความมั่นคงและการชิงไหวชิงพริบทางการทหารและการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งผมไม่สามารถชี้แจงความจริงทั้งหมดต่อสาธารณะได้ เพื่อความปลอดภัยของกำลังพลตามแนวชายแดน” บิ๊กเล็ก กล่าว
สำหรับวิธีจัดการกับความเครียดในช่วงที่ทำงานหนัก บิ๊กเล็ก กล่าวว่า ผมยึดหลักการทำใจล่วงหน้าว่า เข้ามาเพื่อตอบแทนคุณแผ่นดิน จึงต้องไม่หวั่นไหวต่อคำติดฉินนินทา และมีระเบียบวินัยส่วนตัวคือจะไม่นำเรื่องเครียดจากงานกลับไปคุยที่บ้านเพื่อให้กระทบกับครอบครัว โดยจะใช้วิธีพักผ่อนด้วยการฟังเพลงและออกกำลังกายเป็นประจำ แม้จะกลับบ้านดึกเพียงใดก็ตาม สิ่งที่หลายคนอาจจะแปลกใจคือตนชอบฟังเพลงไทยเดิมแม้กระทั่งในช่วงที่วิ่งออกกำลังกาย นอกจากนี้ยังมักจะไปสวดมนต์ นั่งสมาธิ และทำบุญตามวัดเก่าแก่ เช่น วัดใหญ่ชัยมงคล หรือวัดเจ็ดยอด เพื่อรำลึกถึงบรรพบุรุษที่ปกป้องแผ่นดินไว้

ในแง่ของตัวตนและการทำงาน บิ๊กเล็ก กล่าวว่า ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนเก่ง แต่จะเน้นการทำงานด้วยความตั้งใจให้ดีที่สุด และชอบถ่ายทอด “วิธีคิด” ให้กับเพื่อนร่วมงานและรุ่นน้องผ่านการบอกเล่าเรื่องราว มากกว่าการสอน สำหรับคำว่า “บิ๊ก” ที่สื่อมักใช้เรียกทหารระดับสูง ผมมองว่าเป็นเพียงคำเรียกนำหน้า เหมือนคำว่าเสี่ยหรือมาดาม ไม่ได้มีนัยสำคัญถึงอำนาจและไม่ได้ให้ความสำคัญว่าจะต้องเรียกหรือไม่ สิ่งที่ภาคภูมิใจคือตนมาจากรากหญ้า เป็นลูกชาวสวน ไม่ได้เป็นลูกนายพลหรือคหบดี จึงทำให้มีความเข้าใจและห่วงใยในความเดือดร้อนของประชาชนเสมอมา
บิ๊กเล็ก กล่าวว่า ก่อนพ้นตำแหน่ง ได้ฝากประเด็นสำคัญให้กองทัพขับเคลื่อนต่อในปี 2569 ใน 2 เรื่องใหญ่ คือ 1. การเร่งเสริมสร้างความพร้อมรบ โดยต้องคำนึงถึงกรอบงบประมาณของประเทศด้วย และ 2. การปรับปรุงโครงสร้างกองทัพให้ทันสมัย โดยเน้นย้ำเรื่องการพึ่งพาตนเองผ่านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อลดการนำเข้าอาวุธจากต่างประเทศยามสงคราม รวมถึงการนำรายได้จากกิจการสวัสดิการของกองทัพมาดูแลข้าราชการชั้นผู้น้อยให้เห็นเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแก่กำลังพล

และอีกหนึ่งสิ่งที่กังวลอย่างยิ่งต่ออนาคตคือ “สงครามข้อมูลข่าวสาร” โดยเฉพาะข่าวปลอมและข่าวบิดเบือน ที่ทำให้การแก้ปัญหาของประเทศซับซ้อนขึ้น ผมจึงอยากให้คนไทยและเยาวชนมีทักษะในการ “คิดสองทาง” หรือมองข้อมูลให้รอบด้าน โดยเปรียบเทียบกับเรื่องเล่าของสามีภรรยา ที่ลงจากรถโดยสารก่อนที่หินจะตกใส่รถ ซึ่งเราสามารถมองได้ทั้งว่าพวกเขาโชคดีที่ลงก่อน หรือจริงๆ แล้วถ้าพวกเขาไม่ลง รถอาจจะเคลื่อนผ่านจุดนั้นไปก่อนที่หินจะตกก็ได้ เพื่อสื่อว่าทุกเหตุการณ์มีปัจจัยที่ซับซ้อนมากกว่าที่เห็นเพียงด้านเดียว
เมื่อถูกถามถึงการย้อนอดีตแบบหนังเรื่อง Back to the Future บิ๊กเล็ก กล่าวยืนยันว่า ไม่มีอะไรที่อยากแก้ไข เพราะมั่นใจว่าได้ตัดสินใจทำอย่างเต็มที่ที่สุดแล้วภายใต้ข้อมูล และสภาพแวดล้อมในขณะนั้น ส่วนในอนาคตปัจจุบันวัย 66 ปี ผมตั้งใจจะใช้เวลาดูแลสุขภาพตามคำแนะนำของแพทย์และอยู่กับครอบครัวให้มากขึ้น หลังจากที่ไม่ได้ดูแลอย่างสมบูรณ์มานานกว่า 10 ปี
ขอบคุณข้อมูล : SAP News – เอสเอพี นิวส์
