“เท้ง ณัฐพงษ์” ย้ำ ไม่ขอโทษ สว. ปมระบอบสีน้ำเงิน ชี้ พูดตามจริง ไม่กลัวถูกฟ้อง

ไม่เปลี่ยนใจ! “เท้ง ณัฐพงษ์” ย้ำ ไม่ขอโทษ สว. ปมระบอบสีน้ำเงิน ชี้ พูดตามจริง ไม่กลัวถูกฟ้อง เมิน “ภราดร” เหน็บขอบคุณส้ม ใช้คำพูดทิ่มแทงกัน

ตามที่ (25 พ.ค. 69) สมาชิกวุฒิสภา 89 คน รวมตัวกล่าวตอบโต้กรณี ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พูดประเด็นระบอบสีน้ำเงิน พร้อมโยงถึงมรดกรัฐประหาร โดย สว. ตอบโต้ว่า ไม่เป็นความจริง พร้อมกดดันให้ นายณัฐพงษ์ แถลงขอโทษภายใน 3 วัน และอาจพิจารณาดำเนินคดีตามกฎหมาย นั้น ล่าสุด เท้ง แจ้งจุดยืนชัดเจนแล้ว

วันนี้ (27 พ.ค. 69) นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และสส.พรรคภูมิใจไทย โต้กลับประเด็นระบอบสีน้ำเงิน ว่าเป็นเพียงการสร้างวาทกรรม

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ผมมองว่าโจทย์สำคัญของประเทศในเวลานี้ ต้องมีระบบการตรวจสอบการถ่วงดุลที่ดี เรื่องการทุจริตของประเทศ มีความยึดโยงกับคนมีอำนาจรัฐ ชนชั้นนำ และคนส่วนน้อยของสังคม ซึ่งเป็นแบบนี้มาตลอด โดยรัฐธรรมนูญ 60 มีช่องโหว่และช่องว่าง เช่น กระบวนการเลือกได้มาซึ่ง สว. ที่สังคมตั้งคำถามและมีหลักฐานแน่นหนา แต่เรายังต้องมานั่งกังวลว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะเป่าคดีนี้หรือไม่ ดังนั้นในส่วนที่ได้สื่อสาร ต้องการทำให้สังคมเห็นว่า ระบอบการปกครอง ในบ้านเราทุกวันนี้อาจไม่เป็นประชาธิปไตยแบบที่เราพูดกัน เป็นระบอบสีน้ำเงิน หรือกลุ่มก้อนการเมืองหนึ่งกำลังกินรวบประเทศ ทั้งในด้านการเมืองและเศรษฐกิจ

“ผมคิดว่าสุดท้ายแล้ว กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ต้องผ่านการทำประชามติของประชาชนอยู่ดี จึงอยากให้ประชาชนเห็นว่าตกลงแล้วร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่ามีที่มาขององค์กรอิสระ และ สว. รวมถึงระบบตรวจสอบสมดุลเป็นอย่างไร หากขัดหรือแย้งกับระบบประชาธิปไตยที่แท้จริง พวกผมพร้อมจะรณรงค์ให้ประชาชนไม่ผ่านประชามติตรงนั้น แต่กลับกันขั้นตอนในรัฐสภา ทุกภาคส่วนสามารถผลักดันให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ออกมาดี ยึดโยงประชาชน ไม่ผูกขาด ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ได้ ส.ส.ร. ที่มีความยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด ถ้าไปถึงขั้นนั้นได้จริง พวกเราพร้อมรณรงค์ให้ประชาชนผ่านลงเสียงประชามติ เพื่อผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15/1” นายณัฐพงษ์ กล่าว

ยืนยันว่าไม่ใช่แค่สร้างวาทกรรมระบอบสีน้ำเงิน แต่เป็นความจริงที่สังคมรับรู้ได้ ? นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า อยู่ที่ประชาชนแต่ละคน ที่จะต้องใช้ความรู้สึกของตนเองในขณะนี้ ว่าสิ่งที่ผมสื่อสารออกไปสอดคล้องกับสิ่งที่ทุกคนประสบอยู่หรือไม่ ขณะที่นายกฯ ประกาศพร้อมจะจัดการเด็ดขาดกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริตคอรัปชัน แต่สิ่งที่เราเห็นคือ ภาคธุรกิจต่าง ๆ กำลังจ่ายส่วยให้กับภาครัฐที่สูงขึ้น ดัชนีตัวชี้วัดคอรัปชันสูงขึ้นทุกปี ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าต้องให้ประชาชนทุกคนตัดสิน ว่าสิ่งที่พรรคประชาชนสื่อสารไป สอดคล้องกับบริบทและข้อเท็จจริงกับประเทศเราในปัจจุบันอย่างไร

กรณี นายภราดร ปริศนานันทกุล กล่าวว่าสำนึกบุญคุณ ที่สีน้ำเงินโตได้เพราะสีส้ม นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เราพิจารณาได้ว่าเป็นคำพูดที่ตอบโต้กันทางการเมือง เป็นคำพูดที่ใช้ทิ่มแทงกัน ผมคงไม่อยากตอบโต้ด้วยคำพูดที่ไปทิ่มแทงกัน แต่อยากชวนคิดว่า หากทุกคนเห็นตรงกันว่าระบอบการปกครองบ้านเราทุกวันนี้ อยู่ภายใต้กลุ่มการเมืองสีน้ำเงินจริง ทางออกของประเทศที่แท้จริง ลำพังการเลือกตั้งอย่างเดียวคงไม่จบ โดยทางออกที่แท้จริงคือ ต้องมีการแก้ไขกติกาสูงสุดของประเทศให้มีความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง โดย การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นหนึ่งในนั้น

โดยการตัดสินใจจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยตาม MOA สิ่งสำคัญที่สุด คือเราเอาประโยชน์ของประเทศเป็นตัวตั้งมากกว่าประโยชน์ของพรรค ถึงมีการทำข้อตกลง MOA เพราะเราต้องการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และขณะนั้น ไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าผลการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69 จะออกมาเป็นอย่างไร แต่เมื่อผลออกมา เราต้องยอมรับเสียงของประชาชนและเดินหน้าต่อ ดังนั้น ภายใต้ผลการเลือกตั้งและบริบทการเมืองที่เป็นอยู่ ผม พรรคประชาชน รวมถึงประชาชนคนไทย เราจะสร้างทางออกของประเทศอย่างไร เป็นสิ่งที่พวกเราจะทำทุกอย่างเพื่อเดินไปข้างหน้า สร้างทางออกของประเทศให้ดีที่สุด

กลุ่ม สว. แถลงให้ขอโทษ และอาจจะมีการปรึกษาฝ่ายกฎหมายเพื่อดำเนินคดี นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ผมไม่คิดว่าผมจะต้องขอโทษอะไร เพราะยืนยันว่า สิ่งที่ผมพูดไปทั้งหมดเป็นข้อเท็จจริง และไม่ได้พาดพิงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพียงแต่ว่าบางกลุ่มบุคคล อาจจะพร้อมออกมาแสดงตัว เรื่องนั้นผมห้ามไม่ได้ และผลกระทบทางด้านคดีที่จะเกิดขึ้นกับตัวของผม ไม่มีข้อกังวลใจ เพราะผมพร้อมที่จะถูกฟ้องและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม พร้อมชี้แจงทุกอย่างว่าคำพูดที่ผมพูดออกไป ผมเชื่อว่าเป็นข้อเท็จจริงแบบนั้นจริง ๆ

จะเป็นการเปิดศึกระหว่าง สส. กับ สว. หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ผมได้วิพากษ์วิจารณ์เรื่องของสถาบันทางการเมืองในกติกาประเทศ ที่ยังไม่ได้เป็นประชาธิปไตยแบบเด็ดขาด ซึ่งไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์บุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ลองปิดหน้าปิดตา แล้วถอดหมวกผมจากหัวหน้าพรรค คำถามคือ ประชาชนคในประเทศนี้ ไม่มีสิทธิ์ที่จะวิพากษ์วิจารณ์สถาบันทางการเมือง หรือกติกาทางการเมือง ซึ่งเป็นกติกาสูงสุดของประเทศที่ยังไม่มีความเป็นประชาธิปไตยใช่หรือไม่ ขณะที่ สว. มีความพยายามออกมาข่มขู่ และจะฟ้องร้องปิดปากผม หากใช้มาตรฐานเดียวกัน สว. จะไปฟ้องปิดปากประชาชนทุกคนที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มก้อนการเมืองสีน้ำเงินอยู่ด้วยใช่หรือไม่ ฉะนั้น ผมอยากบอกว่าสิ่งที่ออกมาสื่อสารเรียกร้องนั้น ในฐานะคนธรรมดาคนหนึ่งที่อยากได้ระบอบการปกครองที่ดีกว่าในบ้านนี้