ส่งคืน “อุยกูร์” เกมที่รัฐบาลเร่งจบ! เมื่อไทยเลือกข้าง ทำดุลอำนาจสั่นคลอน   

ทีมออนไลน์

ทีมออนไลน์

15 มีนาคม 2568

ส่งคืน “อุยกูร์” เกมที่รัฐบาลเร่งจบ! เมื่อไทยเลือกข้าง ทำดุลอำนาจสั่นคลอน   

ตีลังกาเล่าข่าว  โดย “กรรณะ” 

ทุกคนก็รู้ว่าไม่ใช่เรื่องปกติที่จู่ๆ ปัญหาซึ่งคาราคาซังมา 11 ปี ถูกปิดจบโดยรัฐบาล “เพื่อไทย” เมื่อตัดสินใจส่งกลับ “ชาวอุยกูร์” ไปยังประเทศจีนตามคำร้องขอขอรัฐบาลจีน 

ถ้าจำกันได้ เราเคยส่งกลับไปแล้วครั้งนึง เมื่อเกิดเหตุใหม่ๆ เมื่อปี 2558 ซึ่งก็เกิดความเสียหายที่ไม่มีใครอยากให้เกิด และคราวนี้ก็ไม่มีใครบอกได้ว่าขอบเขตของเรื่องราวจะลุกลามไปถึงขนาดไหน   

ย้อนกลับไปวันที่เราส่งกลับ “อุยกูร์” ให้รัฐบาลจีน ชุดคำอธิบายที่ออกมาจากฝั่งรัฐบาลโดยเฉพาะ “ภูมิธรรม เวชชยชัย”  ออกมาบอกว่าตลอดเวลาที่ผ่านมานับแต่ตุรกีรับคนกลับไปคราวนั้นก็ไม่มีใครขอรับอย่างจริงจังหรือขอรับอย่างเป็นทางการอีกเลย  

และพูดในทำนองถึงเวลาที่รัฐบาลนี้ต้องจบปัญหาคาราคาซังที่มีอยู่มานาน ฟังดูคล้ายกับพระเอกผู้เสียสละจบเรื่องที่ยืดเยื้อ แต่คำถามคือทำไมต้องรีบจบเรื่องเพราะเรื่องก็อยู่อย่างนี้มายาวนาน และใครๆ ก็รู้ว่าถ้าจบปัญหาไม่แบบใดก็แบบหนึ่งจะวิ่งมาหาเราแน่นอน  

ก่อนหน้านั้นไม่รู้ว่า สหรัฐฯ ไปได้ข้อมูลอะไรมาก่อนหรือไม่ เพราะก่อนที่ “มาร์โก รูบิโอ” จะเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ในยุคของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ก็ได้คำรามเสียงดังเตือนไทยว่าอย่าส่ง “อุยกูร์”กลับเด็ดขาด 

แต่ก็เหมือนจะไม่เป็นผล เพราะจู่ๆไทยก็ปฏิบัติการสายฟ้าแลบ ส่งกลับช่วงเช้ามืด ขณะที่เจ้าหน้าที่จากรัฐบาลไทยปิดปากเงียบ ก่อนที่รัฐบาลจีนจะเปิดภาพทุกอย่างออกมาเราถึงได้ยอมรับ ยิ่งมองยิ่งคล้ายว่าเรากำลังเดินตามหลังรัฐบาลจีน 

การส่งกลับครั้งนั้นมีข้อครหามากมาย เพราะ “จังหวะและเวลา” หลายอย่างชวนคิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปราบคอลเซ็นเตอร์ ที่จีนเข้ามาเทคแอคชั่นแบบเต็มตัว และ ข่าวคราวที่ว่าอาจมีคนไทยมีเอี่ยว   

นอกจากนี้ยังมีข่าวลือว่ารัฐบาลกำลังเดินหน้าแลนด์บริดจ์ ซึ่งก็กำลังต้องการการสนับสนุนจากต่างชาติ และต่างชาติที่ว่าก็หนีไม่พ้นพญามังกร  

แน่นอนว่าย่างก้าวนี้ทำให้เห็นว่า “สัมพันธ์” ไทย–จีน ไม่ว่าอยู่ในรูปแบบไหนก็เรียกว่าแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น และต่อไปการตกลงหลายๆเรื่องก็อาจจะง่ายขึ้น 

แต่ในอีกมุมความสัมพันธ์กับโลกตะวันตก เรากลับอยู่ในสภาพย่ำแย่และถูกมองว่าไทยไม่จริงใจเรื่องสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะปัญหา “อุยกูร์” ที่ฝั่งตะวันตกมองว่าจีนละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเห็นได้ชัด 

และมีการปล่อยชุดข้อมูลที่หักหน้ารัฐบาลไทยไม่น้อยว่ามีหลายประเทศขอรับ “48 อุยกูร์” แต่ไทยกลับไม่ยอม และเลือกส่งไปให้จีน 

ทำให้ขณะนี้มาตรการตอบโต้เริ่มทยอยออกมา โดยรัฐสภาแห่งสหภาพยุโรปลงมติประณามไทย และให้ใช้มาตราการทาง FTA ดำเนินการกับไทย ขณะที่สหรัฐฯ เองนั้น บอกเลยว่าเล่นตรงเล่นใหญ่ ประกาศมาตรการจำกัดวีซ่ากับเจ้าหน้าที่รัฐบาลไทยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการส่งชาว “อุยกูร์” กลับประเทศจีน  

แม้ไม่บอกว่าใครบ้าง แต่ก็คงไม่มีคนในรัฐบาลคนไหนเสี่ยงไปสหรัฐฯ แล้วโดนห้ามเข้าประเทศเป็นแน่  

ถามว่าทำไมสหรัฐฯ เล่นใหญ่ หนึ่งคือการกระทำนี้แสดงว่าไทยไม่เดินหน้ารักษาดุลอำนาจ ในฐานะมหามิตรที่มีอยู่อย่างยาวนาน   

อีกหนึ่งคือเป็นการหักหน้า “มาร์โก รูบิโอ” เพราะ เขาไปบอกกับกรรมาธิการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ วุฒิสภาของสหรัฐฯ ว่าจะกดดันไทยไม่ให้ส่ง “อุยกูร์” กลับ และวันนี้เขาทำไม่ได้จึงยิ่งทำให้เสียรังวัดไปไม่น้อย 

ต้องบอกว่าแม้มาตรการจำกัดวีซ่าจะไม่กระทบคนไทยโดยทั่วไป แต่มาตรการนี้ใช้สำหรับแสดงออกถึงความไม่พอใจต่อนโยบายของประเทศ และถือเป็นมาตรการทางการทูตที่หนักหน่วง  

ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะมีมาตรการอื่นตามออกมาอีกมากและแน่นอนว่ารวมถึงมาตรการเรื่องการค้า 

และหากไปดูเรื่องการค้าแล้วจะพบว่านาทีนี้ไทยเดินเข้าสู่ตาที่ทำให้เสียเปรียบจริงๆ  จริงอยู่ที่จีนเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุด แต่ไทยก็ไม่ได้ดุลการค้าจากจีน 

แปลง่ายๆ ว่าขาดทุนนั่นแหละ โดยปี 2566 ไทยขาดดุลจีน 1.2 ล้านล้านบาท ขณะที่ ครึ่งปีแรก 2567 ไทยขาดดุลจีนไปแล้ว 6 แสนล้านบาท 

แต่กับสหรัฐฯ ปี 2566 ไทยเกินดุลการค้า หรือ “กำไร” 9 แสนล้านบาท ขณะที่ ถึงเดือน พ.ย. ปี 2567 ไทยเกินดุลสหรัฐฯ มาแล้ว 1.3 ล้านล้านบาท  

ไม่รวมประเทศในสหภาพยุโรปอีกเป็นจำนวนมาก หากมีการใช้มาตรการทางการค้าจริงบอกได้เลยว่าไทยหนักแน่นอน  เพราะวันนี้เศรษฐกิจไทยก็ตกต่ำย่ำแย่อยู่แล้ว 

ดังนั้นการเดินหมากนี้จึงทำให้ดุลอำนาจของไทยต่อโลกเสียไปอย่างสมบูรณ์ เพราะที่ผ่านมาประเทศอย่างเราพยายามดุลอำนาจระหว่างสองฝั่ง ในฐานะ “คนตัวเล็ก”  ที่ก็ต้องมีศาตร์ของคนตัวเล็กในการอยู่กัล คนตัวใหญ่  

การเอียงมาทางใดหนึ่ง ย่อมเกิดความบอบช้ำ หลายคนบอกว่า ตะวันตกไม่คบจะเป็นอะไร  แต่ความเป็นจริง แม้แต่ฝั่งเที่เราเลือกเข้าหา หากมีความชัดเจนมากเกินไป ก็จะกลายเป็นเสียเปรียบเพราะย่อมจะถูกมองว่าเราหมดทางเลือกและอำนาจต่อรองแล้ว  

และก็เป็นไปตามกฎของโลก เมื่อหมดอำนาจต่อรองที่เหลือก็จะมีเพียงสถานะลูกไล่เท่านั้น  คำถามคือไทยกำลังเดินเข้าสู่จุดอับเช่นนั้นหรือไม่  หรือกำลังหาทางพลิกกลับอย่างไร รัฐบาลต้องให้คำตอบให้ได้เพราะหมากตานี้รัฐบาลเลือกเดินทั้งๆที่ไม่จำเป็นต้องเลือกเสียด้วยซ้ำ