อดีต กสทช. แนะคนไทย ยอมอดทนไม่ดูบอลโลก “เวียดนามโมเดล” ดัดหลังฟีฟ่า

เอาไม่เอา! อดีต กสทช. ชี้ คนไทยอาจวืดดูบอลโลกฟรีอีกแล้ว เหตุ FIFA มุ่งรายได้สูง ชู “เวียดนามโมเดล” ยอมไม่ดู ถ้าถูกขูดเลือด ชี้ ถึงเวลาดัดหลังฟีฟ่า มีเรื่องจำเป็นต้องใช้งบมากกว่า

กลายเป็นปัญหาระดับชาติไปแล้ว สำหรับ ลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 ที่ ณ เวลานี้ รัฐบาลยังไม่มีคำตอบให้คนไทยอย่างชัดเจน ว่าครั้งนี้ทุกคนจะได้ดูฟรีหรือไม่ หรือแม้แต่ภาคเอกชนเจ้าใดที่จะยอมเฉือนเนื้อตัวเอง เพื่อหวังอนาคตที่ดีข้างหน้า เพราะด้วยมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1,700 ล้านบาท ต้องยอมรับว่าอาจไม่คุ้มการลงทุน กับช่วงภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ล่าสุด อดีต กสทช. มองเกมนี้ว่า คนไทยอาจไม่ได้ดูฟรีอีกต่อไป และอาจต้องอดทนเพื่อดัดหลังเจ้าของลิขสิทธิ์

(25 พ.ค. 69) พันเอก ดร.นที ศุกลรัตน์ รองประธานกรรมการ กสทช. โพสต์เฟซบุ๊กร่ายยาวคลี่ปม ลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก โดยมองว่า คนไทยอาจไม่ได้ดูฟรีอีกต่อไป เพราะ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) มุ่งสร้างรายได้ตลอดเวลา พร้อมไขข้อสงสัย กฎ Must Have ที่เคยมี ไม่ได้แปลว่าต้องจ่าย และเสนอ “เวียดนามโมเดล” กล้าที่จะไม่ดู หากถูกเอาเปรียบ ยอมอดทนดัดหลังฟีฟ่า

โพสต์ระบุว่า

⚽️ วิกฤตลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก: ทำไมคนไทยอาจไม่ได้ดูฟรี และ “ทางออก”

หลายท่านคงสงสัยว่า ทำไมคนไทยถึงอาจจะไม่ได้ดูฟุตบอลโลกฟรีอีกต่อไป?

คำตอบมาจากความจริงที่ว่า ฟีฟ่ามุ่งสร้างรายได้เพิ่มตลอดเวลา ฟรีทีวีไม่มีเงินพอซื้อลิขสิทธิ์ และราคาแพงเกินกว่าที่การเมืองจะผลักดันในช่วงฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ กสทช. ได้ถอดฟุตบอลโลกออกจากกฎ Must Have แล้ว

🛡️ เจตนารมณ์ที่ถูกบิดเบือน ของกฎ “Must Have”

ในฐานะที่ผมเคยเป็นผู้ผลักดันกฎนี้สมัยอยู่ กสทช. เป้าหมายที่แท้จริงคือ “การลดการแข่งขันกันเองของเอกชน” เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองของเราให้ได้ราคาที่เหมาะสม

กีฬาระดับโลกอื่นไม่เคยมีปัญหา ปัญหามักกระจุกตัวอยู่ที่ฟุตบอลโลกเพียงรายการเดียว สาเหตุหลักคือ “การแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง” ที่มักรีบการันตีล่วงหน้าเพื่อหาเสียง ท่าทีนี้ทำให้ฟีฟ่ารู้ทันทีว่าไทย “ต้องซื้อแน่ๆ” อำนาจต่อรองเราจึงเหลือศูนย์

กฎนี้ทำหน้าที่ป้องกันเอกชนแย่งกันซื้อได้ดีแล้ว หากเรากล้าตัดสินใจ “ไม่ซื้อ” ถ้าราคาแพงไป นั่นต่างหากคือจุดสำคัญที่จะเกิดการต่อรอง

⚠️ ความเข้าใจผิดตัวโตๆ: Must Have ไม่ได้แปลว่า “ต้องจ่าย”

แม้รายการจะอยู่ในลิสต์ Must Have ก็ไม่ได้แปลว่า กสทช. ต้องควักเงินจ่ายให้เสมอไป

หากประเมินแล้วว่าประโยชน์สาธารณะไม่คุ้มค่า กสทช. ก็มีสิทธิ์ “ไม่สนับสนุน”

❌ ความตลกร้ายคือ… ตอนนี้ฟุตบอลโลกถูกถอดออกจากลิสต์ไปแล้ว นั่นแปลว่า กสทช. ไม่มีเหตุผลหรือความชอบธรรมใดๆ รองรับเลยที่จะเอาเงินภาษีส่วนรวมไปอุดหนุน!

🇻🇳 ถอดบทเรียนเวียดนาม: กล้าที่จะ “ไม่ดู”

เพื่อนบ้านเรามีหลักการที่น่าสนใจมากครับ รัฐบาลเขาไม่ก้าวก่าย และปล่อยให้สถานีโทรทัศน์ (VTV) เจรจารายเดียว

ปี 2018: เจรจายืดเยื้อจนฟีฟ่าต้องยอมลดราคา ปิดดีลได้ก่อนเตะแค่ 7 วัน

ปี 2022: ใช้แผนเดิม ปิดดีลได้ก่อนเริ่มงานแค่ 3 สัปดาห์

เวียดนามแสดงให้เห็นว่าพวกเขาพร้อมจะ “ไม่ดู” หากถูกเอาเปรียบ กติกาจะดีแค่ไหน ถ้าคนใช้ไม่เข้าใจวิธีใช้ ก็ไร้ประโยชน์

🛑 ถึงเวลาต้อง “อดทน” ดัดหลังฟีฟ่า

นโยบายสาธารณะที่ดีต้องไม่เปลี่ยนไปมาตามใจการเมือง การบีบให้เอกชนลงขันโดยมีรัฐหรือ กสทช. หนุนหลัง จะยิ่งทำให้เราเสียอำนาจต่อรองในระยะยาว

ผมขอเสนอว่า ครั้งนี้เราควรยอม “อดทนซักรอบ” ด้วยเหตุผลเหล่านี้ครับ:

⏰ เวลาถ่ายทอดสดตรงกับฝั่งอเมริกา ซึ่งดึกมากสำหรับคนไทย

🇹🇭 ทีมชาติไทยไม่ได้เข้าไปร่วมแข่งขัน

💰 ประเทศเรามีเรื่องจำเป็นอื่นที่ต้องใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดมากกว่า

หากเรานิ่งพอ แรงกดดันจะตีกลับไปที่ฟีฟ่าและสปอนเซอร์ระดับโลก (Adidas, Coca-Cola, Visa) ที่ไม่อยากเสียพื้นที่โฆษณาในไทยไป และท้ายที่สุด ฟีฟ่าจะต้องเป็นฝ่ายกลับมาทบทวนราคาให้เราเอง

คุณมีความคิดเห็นอย่างไรครับ? เห็นด้วยหรือไม่ว่ากฎ Must Have ควรถูกใช้อย่างถูกวัตถุประสงค์เพื่อลดการผูกขาด ไม่ใช่เปลี่ยนไปมาตามการเมือง? มาร่วมแลกเปลี่ยนกันได้ครับ

(📌 ตอนต่อไป: ผมจะมาเล่าเบื้องหลังกฎ Must Have/ Must Carry และวันที่เคยถูกฟ้องเดี่ยว เสี่ยงคุกเสี่ยงตาราง เพียงเพราะอยากให้คนไทยได้ดูฟุตบอลโลกฟรี)

แล้วลูกเพจคิดว่า ค่าลิขสิทธิ์ 1,700 ล้านบาท แลกกับคนไทยได้ดูฟุตบอลโลก คุ้มหรือไม่ ?

ขอบคุณข้อมูล : เฟซบุ๊ก ดร.นที ศุกลรัตน์