ย้อน 4 หนล่าสุด “คนไทยได้ดูบอลโลก” แต่รอบนี้รัฐบาลส่อถอย ไม่สู้ 1,700 ล้านบาท

อวสานคอบอล? “บอลโลก 2026” ส่อแววจอดำสนิท หลังรัฐบาล “อนุทิน” ไม่สู้ราคาลิขสิทธิ์ 1,700 ล้าน พร้อมเจาะลึกบทเรียน 4 ครั้งหลังสุด ไทยโกงความตาย ทำทุกทางให้คนไทยได้ดูบอลโลก

แนวโน้มเริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับคนไทย ที่อาจจะต้องทำใจอดดู ฟุตบอลโลก 2026 ภายหลังรัฐบาล ได้พยายามสุดความสามารถ ในการเจรจาค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด เพื่อให้คนไทยได้ดูฟรีเหมือนที่ผ่านมา แต่ด้วยค่าใช้จ่ายสูงลิ่วกว่า 1,700 ล้านบาท ทำให้ต้องถอยหนึ่งก้าว และเปิดช่องให้ภาคเอกชนเข้าร่วมลงทุน นั้น

วันนี้ “อีจัน” จะพาไปย้อนรอย 4 ครั้งหลังสุด ว่าทำไมที่ผ่านมา คนไทยถึงได้ดูฟุตบอลโลก แบบไม่จอดำ และไม่ใช่ช่องทางธรรมชาติ

เริ่มตั้งแต่ ฟุตบอลโลก 2010 ที่มีเจ้าภาพคือ แอฟริกาใต้

ในปีดังกล่าวมูลค่าลิขสิทธิ์ประมาณ 300 – 400 ล้าน โดยค่ายเพลงยักษ์ใหญ่อย่าง อาร์เอส (RS) มองการณ์ไกล เห็นโอกาสทางธุรกิจ จึงตัดสินใจทุ่มเงินก้อนโตนี้ ประมูลซื้อลิขสิทธิ์จาก สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) มาได้

ก่อนที่จะใช้วิธีแบ่งเค้ก ฉายฟรีนัดสำคัญ อย่างเช่น นัดเปิดสนาม หรือนัดชิงชนะเลิศ รวม 22 นัดผ่านช่อง 3 และช่อง 7 ส่วนใครต้องการดูครบทั้ง 64 นัด จะต้องควักเงินซื้อกล่องบอลโลก ที่จำหน่ายโดย RS เท่านั้น

ดีลนี้วิน ๆ แทบทุกฝ่าย ผู้ซื้อจากเอกชนได้กำไร แฟนบอลที่จ่ายเงินก็ได้ดูครบ แฟนบอลธรรมดาได้ดูนัดสำคัญ

ต่อมา ฟุตบอลโลก 2014 ที่มีเจ้าภาพคือ บราซิล

ในปีดังกล่าวมูลค่าลิขสิทธิ์ประมาณ 600 – 700 ล้านบาท และยังคงเป็นเจ้าเดิมอย่าง ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ อาร์เอส (RS) ที่ถือครองลิขสิทธิ์ต่อเนื่อง และมุ่งมั่นที่จะขายกล่องดาวเทียมฟุตบอลโลกเหมือน 4 ปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ปีดังกล่าวเกิดการรัฐประหาร ซึ่งต้องยึดนโยบาย “คืนความสุขให้คนในชาติ” ทำให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ส่งสัญญาณให้ กสทช. ใช้เงินจาก “กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ” (กทปส.) รวม 427.5 ล้านบาท เข้าไปจ่ายชดเชยค่าเสียโอกาสให้กับ RS เพื่อแลกกับการนำสัญญาณทั้งหมดมาปล่อยวิ่งบนฟรีทีวี อาทิ ช่อง 5, ช่อง 7 และช่อง 8

ทำให้ครั้งนั้นคนไทยได้ดูฟุตบอลโลกฟรีแบบ 100% เป็นครั้งแรก และปีเดียวกันนี้เอง เป็นจุดเริ่มต้นของกฎ “Must Have” ที่ระบุว่า 7 มหกรรมกีฬาใหญ่ บอลโลก, โอลิมปิก, เอเชียนเกมส์ ฯลฯ ต้องฉายให้คนไทยดูฟรี

ฟุตบอลโลก 2018 ที่มีเจ้าภาพคือ รัสเซีย

ในปีดังกล่าวมูลค่าลิขสิทธิ์ประมาณ 1,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ราคาพุ่งแตะถึงหลักพันล้านบาท

โดยครั้งนี้ ไม่มีสถานีโทรทัศน์ หรือภาคเอกชนรายใดที่ติดต่อซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก เพราะถ้าซื้อมาแล้วจะต้องบังคับปล่อยฉายฟรี ไม่มีลู่ทางการขายกล่องหรือเก็บเงินใด ๆ จากแฟนบอลได้ ด้วยเงื่อนไขที่ผูกไว้กับกฎ Must Have

เมื่อเป็นแบบนั้น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี (ณ เวลานั้น) ได้เปิดฉากโชว์การแก้ปัญหา ด้วยกลยุทธ์การเจรจาร่วมกับกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ในไทย 9 บริษัท นำโดย King Power, CP, ไทยเบฟฯ, กัลฟ์, บางจาก, บีทีเอส ฯลฯ ร่วมลงขันในนามพันธมิตรเอกชน ควักเงินเฉลี่ยรายละ 100 ล้าน เพื่อรวบรวมให้ครบ 1,000 ล้านบาทไปชำระต่อ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) ทำให้คนไทยได้ดูฟุตบอลโลกฟรีผ่านช่อง True4U, Amarin TV และ ททบ.5

ซึ่งเอกชนกลุ่มดังกล่าว จะได้สิทธิ์การโฆษณาช่วงถ่ายทอดสดเป็นการตอบแทน ทำให้คนไทยโล่งอก ไม่ต้องเจอกับจอดำ

ฟุตบอลโลก 2022 ที่มีเจ้าภาพคือ กาตาร์

ในปีดังกล่าวมูลค่าลิขสิทธิ์พุ่งสูงถึง 1,200 – 1,400 ล้านบาท เนื่องด้วยการซื้อในกรอบเวลากระชั้นชิด

ลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกหนนี้ เป็นปีที่คนไทยต้องลุ้นแทบปัสสาวะเหนียว เพราะเวลาล่วงเลยจนเหลือแค่ 2 วันก่อนนัดเปิดสนามจะเริ่มขึ้น ประเทศไทยยังไม่มีลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก ขนาดที่เอกชนได้แต่ส่ายหน้าเซย์โน เพราะโฆษณารอบก่อนไม่คุ้มต้นทุน ด้วยกฎ Must Have เจ้าปัญหา

ด้วยเหตุนี้ ทำให้รัฐบาลไทย จำเป็นต้องใช้วิธีให้บอร์ด กสทช. อนุมัติเงินกองทุน กทปส. มาอุ้มก่อนเป็นก้อนแรก 600 ล้านบาท จากนั้น การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ต้องเดินหน้าติดต่อขอเงินสปอนเซอร์จากเอกชนมาเติม โดยได้กลุ่มทรู (True) ช่วยทุ่มเงินอีก 300 ล้านบาท พร้อมกับ ปตท. และไทยเบฟฯ ช่วยให้ประเทศไทย ได้ลิขสิทธิ์มาฉายแบบเฉียดฉิว

ตัดมาที่ปัจจุบัน ฟุตบอลโลก 2026 ที่แม้จะไม่มีตออะไรมาขัดขวาง ทั้งการที่ กสทช. สั่ง ปลดล็อกฟุตบอลโลก ออกจากกฎ Must Have ทำให้รัฐบาล ไม่มีข้ออ้างทางกฎหมายที่จะต้องเอาเงินภาษีประชาชนไปอุ้มอีก

และด้วยเหตุที่บอลโลกครั้งนี้ เตะที่โซนอเมริกาเหนือ หรือถ้าเปรียบเวลาไทยจะเริ่ม ตี 3 ถึง 9 โมงเช้า ที่คนไทยไม่น้อย อาจไม่ตื่นมาดู รวมถึงร้านอาหารต่าง ๆ ไม่เปิดบริการในเวลานั้น อาจกระทบระยะยาวถึงการ จมทุน

รวมไปถึงเหตุผลด้านกีฬา ที่บอลโลกหนนี้เพิ่มเป็น 48 ทีม ทำให้มูลค่าลิขสิทธิ์เพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 1,700 ล้าน ซึ่งรัฐบาลไทยชั่งใจที่จะลงทุนเงินมหาศาลนี้ ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจอยู่ระหว่างฟื้นตัว และมองว่า หากเอาเงินก้อนนี้ไปลงทุนในส่วนอื่นอาจคุ้มค่ากว่า

แล้วลูกเพจทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ คิดเห็นอย่างไร ?

หากรอบนี้จะต้องอดดูฟุตบอลโลก หรือหากต้องเสียเงินซื้อแพคเกจ จะเลือกทางไหน ?