ทนายอนันต์ชัย สั่งห้าม ชูวิทย์ พูดกับสื่อชั่วคราว ถึงกรณี ทนายชื่อดัง

อีจัน

อีจัน

27 มีนาคม 2566

ทนายอนันต์ชัย สั่งห้าม ชูวิทย์ พูดกับสื่อชั่วคราว ถึงกรณี ทนายชื่อดัง

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 27 มี.ค.66 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง พร้อมทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม

โดยนายชูวิทย์ กล่าวว่า การใช้สื่อเป็นเครื่องมือ เมื่อมีอาชีพทนายก็ต้องใช้กฎหมาย เมื่อมีคนเดือดร้อนเงินเขาถ้าไปคิดเงินเขาตอนแถลงข่าว 3 แสนบาท มันไม่มีโจทก์ไม่มี มันไม่มีโจทก์ไม่มีจำเลย ตัวเองก็ไม่มีหลักฐานนั่นแปลว่าคุณพูดฝ่ายเดียวหรือไม่ ตนไม่คิดว่าทนายความจะคิดเงินค่าแถลงข่าว ดังนั้นสมาคมทนายความหรือสื่อมวลชนควรจะพิจารณา

นายชูวิทย์ ยังระบุว่า เป็นทนายความต้องใช้ความสามารถ ต้องใช้หลักฐาน ใช้พยาน แต่ปรากฏว่าฝ่ายอีกฝ่ายใช้การแถลงข่าว นั่นไม่ใช่วิถีของทนายความ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบอกว่า ตัวเองเป็นทนายประชาชน

ส่วนเงินบริจาคของตนจำนวน 6 ล้านบาท ที่ทางโรงพยาบาลคืนมา อยากให้ติดตามว่าวันพรุ่งนี้จะเอาไปให้ใคร

ด้าน ทนายอันนต์ชัย  บอกว่า กรณีที่ ทนายตั้ม ออกมาแถลงเรื่องการรับเงินสีเทา กับสื่อนั้น เข้าข่ายหมิ่นประมาท ซึ่งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทางนายชูวิทย์ได้โทรฯมาขอร้องให้ตนเองทำคดีทนายตั้ม โดยได้มาปรึกษาว่าสิ่งที่ทนายตั้มโพสต์นั้นเข้าข่ายความผิดอะไรบ้าง จากการพิจารณาเบื้องต้น จะพิจารณา ใน 3 ประเด็น คือ

1.พฤติกรรมดังกล่าวจะความผิดฐานหมื่นประมาทด้วยการโฆษณาหรือไม่ จะต้องดูที่พฤติกรรม อย่างตอนนี้นายชูวิทย์ กำลังเปิดโปงขบวนการ คอรัปชั่น และ ทุนจีนสีเทา แต่กลับถูกออกมาแฉ มองว่ามีส่วนได้ส่วนเสียหรือไม่ ทั้งที่ไม่มีประจักษ์พยาน เป็นเพียงแค่พยานที่กล่าวอ้างเท่านั้น และการที่ทนายตั้ม เอารูปที่ถ่ายแค่ถุงเงินมานั้น เป็นการแบล็คเมล์ แต่กลับไม่มีรูปคุณชูวิทย์รับเงิน ส่วนจำนวนเงินที่บอกว่า 10 ล้านนั้น ก็ไม่มีใครรู้ว่าจำนวนเงินที่แท้จริงเท่าไหร่อาจจะถูกดึงไประหว่างทาง แต่ยันว่ามาถึงนายชูวิทย์เพียงแค่ 6 ล้าน ซึ่งตอนนั้นนายชูวิทย์ก็ปฏิเสธไปแล้วแต่เจ้าของเงินก็ไม่รับคืนจึงเอาไปทำบุญ

ส่วน ข้อ 2 พฤติกรรมของทนายตั้ม เข้าข่ายผิดมรรยาททนายความ มีการแถลงข่าวที่คลาดเคลื่อน ไม่มีหลักฐาน แต่เป็นการยกข้อมูลขึ้นมาลอยๆ ซึ่งนายชูวิทย์ ไปแจ้งร้องสภาทนายความให้ตรวจสอบ

ส่วนข้อ 3 ทางทนายความ ได้พูดถึง กรณีที่ พันตำรวจเอกศิริวัฒน์  ดีพอ โฆษกกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และ ผู้บริหาร ปปง. ที่ออกมา ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า การนำเงินของนายชูวิทย์ไปบริจาคอาจเข้าข่ายการฟอกเงิน ซึ่งตนมองว่า ไม่ควรให้สัมภาษณ์ในลักษณะชี้นำแบบนั้น ควรจะให้สัมภาษณ์ว่าอยู่ระหว่างการตรวจสอบหรือรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งการกระทำดังกล่าวจะเข้าข่ายความผิดม. 157 และ ม.200

ทนายอนันต์ชัย ยังบอกอีกว่า หลังจากนี้จะไม่ให้นายชูวิทย์ พูดกับสื่อมวลชนถึงกรณีทนายตั้มอีกแล้ว เพื่อจะได้ไม่เสียรูปคดี และขอให้ทุกอย่างเป็นไปตามขบวนการยุติธรรม ส่วนหากทนายตั้ม มีการพูดพาดพิง ก็จะฟ้อง กรรมละ 100 ล้านบาท พร้อมพูดว่า ใช้สติจะมีปัญหา ทำในสิ่งที่ถูกต้องอย่าทำในสิ่งที่ถูกใจ

คลิปอีจันแนะนำ
ฟังให้ชัด! ชูวิทย์ฝากถึงทนายตั้ม