รู้จัก เมืองคามิคัตสึ ต้นแบบของโลก เมืองขยะเป็นศูนย์ แห่งแรกของญี่ปุ่น

อีจัน ป๊อป

อีจัน ป๊อป

5 ธันวาคม 2566

รู้จัก เมืองคามิคัตสึ ต้นแบบของโลก เมืองขยะเป็นศูนย์ แห่งแรกของญี่ปุ่น

ในดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ของ เมืองคามิคัตสึ (Kamikatsu) เมืองเล็กๆ ทางตะวันตกเฉียงใต้ที่เกาะชินโชกุของญี่ปุ่น คำว่า ‘Zero waste’ หรือ ‘ขยะเป็นศูนย์’ ไม่ได้เป็นเพียงคำพูดว่างเปล่า แต่เป็นแนวคิดที่ฝังลึกในจิตใจของทุกคนที่นี่ สำหรับพวกเขาเป็นมากกว่าการกำจัดของเสียและขยะ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดในทุกมิติของชีวิต

ภายใต้การนำของ “ซาโตชิ โนโนยามะ” นายกเทศมนตรีผู้มีความรอบรู้และยังเป็นซีอีโอขององค์กรที่ชื่อว่า ‘พังเกีย อาคาดามี่’ เมื่อครั้งที่หมู่บ้านของเขาต้องเผชิญกับปัญหาขยะอันใหญ่หลวง ย้อนไปในปี 1997 ถูกกฎหมายใหม่ห้ามใช้เตาเผาขยะ ทำให้พวกเขาต้องรวบรวมขยะใส่ในตู้คอนเทนเนอร์ แล้วขนส่งไปยังจังหวัดยามากุจิ การเดินทางของตู้คอนเทนเนอร์เต็มไปด้วยความท้าทาย ด้วยค่าใช้จ่ายต่อการขนส่งที่สูงลิ่วถึง 170,000 เยน และเพียงแค่ 2 วันเต็มทีละตู้

หมู่บ้านนี้จึงต้องหาทางออก ในการรับมือกับค่าใช้จ่ายประจำปีที่เกือบ 30 ล้านเยนเพื่อกำจัดขยะ โดยเปลี่ยนความหนักใจจากขยะที่เคยเป็นปัญหา ให้กลายเป็นแหล่งรายได้จากพลังในการปรับตัว สร้างศูนย์ Kamikatsu-cho Zero Waste Center ในงบเพียง 550 ล้านเยน ซึ่งมีรูปทรงเหมือนเครื่องหมายคำถาม ไม่ใช่เพียงเพื่อแยกขยะ แต่ยังเป็นการถามคำถามสำคัญถึงทุกคนที่มาทิ้งขยะ ว่า เขาทิ้งขยะอย่างถูกต้องหรือไม่ และเขาคิดถึงจุดหมายปลายทางของขยะที่ตนเองทิ้งไปหรือเปล่า

คิดค้นวิธีการแยกขยะได้ถึง 45 ประเภท สร้างรายได้ต่อปีที่ราว 880,000 ถึง 2,000,000 เยน จากในทุกวัน จะมีบริษัทเอกชนเข้ามาซื้อขยะรีไซเคิล ด้วยราคาที่น่าสนใจ ทำให้ชาวบ้านมีรายได้จากการขายขยะรีไซเคิล ซึ่งเงินที่ได้นั้นไม่ได้ใช้จ่ายไปอย่างไร้จุดหมาย แต่เป็นการสะสมเป็นทุนสำหรับการศึกษาและพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม แม้จะยังสวนทางกับต้นทุนในการกำจัดขยะที่สูงถึงปีละ 6,000,000 เยน

และเมื่อคนในหมู่บ้านมาที่ศูนย์นี้ พวกเขาไม่เพียงแต่ทิ้งขยะ แต่ยังได้พบกับเสื้อผ้า และของใช้ในบ้านที่เหลือใช้ ซึ่งถูกจัดเรียงไว้อย่างดี เพื่อให้ผู้ที่มาทิ้งขยะได้เลือกนำกลับไปใช้ใหม่ด้วย ทำให้ศูนย์แห่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นจุดทิ้งขยะ แต่ยังกลายเป็นสถานที่สำหรับแบ่งปันและรีไซเคิล ช่วยให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการลดขยะและการใช้สิ่งของอย่างมีคุณค่า

ดังนั้น ระยะเวลาร่วม 17 ปี หรือตั้งแต่ปี 2003 ที่นโยบาย Zero Waste เกิดขึ้น ทำให้ในทุกๆ วัน ชาวคามิคัตสึ ไม่เพียงแค่คิดถึงการจัดการขยะที่เกิดขึ้น แต่พวกเขายังมุ่งมั่นที่จะไม่สร้างขยะตั้งแต่เริ่มต้น ใช้ชีวิตประจำวันร่วมกับการใช้ทรัพยากรอย่างมีสติ ไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใด ล้วนต้องผ่านการคิดทบทวน เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเปล่า

ช่วยให้ขยะของพวกเขาลดลงกว่า 80% กลายเป็นตำนาน ที่ดึงดูดสายตาของผู้คนทั่วโลก มุ่งสู่เมืองคามิคัตสึในฐานะผู้นำเรื่องขยะเป็นศูนย์ พร้อมกับประกาศเป้าหมายใหม่อีกครั้ง นั่นคือ “การสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับสิ่งแวดล้อมของลูกหลาน” ด้วยเป้าหมายที่จะบรรลุผลสำเร็จ ในการทำขยะเป็นศูนย์ภายในปี 2030 เพื่อแสดงให้โลกเห็นว่า แม้ในหมู่บ้านเล็กๆ ก็สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้

ขณะที่ ในบ้านเรา สมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า นโยบายของเราไม่เพียงแต่มุ่งเน้นในการสร้างมาตรฐานสินค้าและบริการ การนวัตกรรม และการดูแลลูกค้าอย่างเป็นเลิศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงภารกิจในการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนประเทศไทย สู่การเป็นชาติที่ยั่งยืน (Sustainable Nation)

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านสิ่งแวดล้อมที่เรามุ่งเน้นใน 2 แกนหลัก ได้แก่ 1.การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมผ่านกระบวนการดำเนินธุรกิจ ซึ่งเราพยายามลดการปล่อยมลพิษและใช้ทรัพยากรอย่างมีคุณภาพ และ 2.การลดและรีไซเคิลขยะจากการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะ E-Waste ซึ่งเราสนับสนุนให้คนไทยกำจัดอย่างถูกวิธี

ปัญหาของ E-Waste นั้นกลายเป็นประเด็นระดับโลก เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของการใช้งานดิจิทัล มูลค่าของ E-Waste ที่ถูกทำลายหรือเผาไหม้มีมากถึง 57,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ทว่า มีเพียง 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้นที่ถูกจัดเก็บและรีไซเคิลอย่างถูกวิธี จะเห็นได้ว่า มีปริมาณของขยะ E-Waste ที่สูญหายมากมาย ซึ่งหากไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้องจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล

“เรื่องราวนี้เริ่มต้นจากการเดินหน้าโครงการคนไทยไร้ e-waste ในปี 2019 เพื่อสร้างการตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยทำงานร่วมกับกลุ่มเซ็นทรัลตั้งแต่ปี 2020 เพื่อเป็นทั้งแคมเปญรณรงค์และเส้นทางในการทิ้ง E-Waste ที่สะดวกยิ่งขึ้น ผ่านศูนย์การค้าเซ็นทรัลที่กระจายอยู่ทั่วประเทศจำนวน 37 สาขา รวมถึงร้าน Power Buy ที่เป็นผู้นำด้านศูนย์รวมเครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าไอที มือถือ แก็ดเจ็ต และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีสาขาทั่วประเทศอีก 40 สาขา

นอกจากนี้ยังมีการใช้แอปพลิเคชัน E-Waste Plus ซึ่งเป็นการร่วมมือกับ 190 องค์กร เพื่อส่งเสริมศูนย์กลางของการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะแห่งแรกในไทย ที่มีทั้งความรู้ การเชื่อมต่อเครือข่าย และการแลกเปลี่ยนไอเดียใหม่ๆ การขยายจุดทิ้งขยะให้ครอบคลุมมากขึ้น บริการขนส่ง และกระบวนการรีไซเคิล ที่มุ่งสู่เป้าหมาย Zero e-waste to landfill ในที่สุด”

ด้าน พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล ระบุว่า การจัดการขยะอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องเริ่มต้นจากตัวเราเองที่ต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นนิสัย และเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ต้องได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ซึ่งนำไปสู่การร่วมมือของกลุ่มเซ็นทรัลและเอไอเอส ในโครงการ “การทิ้งขยะ E-Waste อย่างถูกวิธี” โดยกลุ่มเซ็นทรัลมุ่งมั่นสานต่อเจตนารมณ์ในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ผ่านโครงการ “เซ็นทรัล ทำ-ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ” ดำเนินการผ่าน 6 แนวทางสำคัญเพื่อความยั่งยืน ได้แก่

1.ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน สร้างอาชีพ และบรรเทาสาธารณภัย 2.ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงโอกาส 3.การศึกษา 4.พัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ 5.ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและการบริหารจัดการขยะมูลฝอย 6.ลดการสูญเสียอาหารและปริมาณขยะอาหาร และ 7.ฟื้นฟูสภาพอากาศ ลดมลภาวะ และผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียน เพื่อมุ่งหวังให้เป็นศูนย์ต้นแบบในการจัดการขยะทั่วประเทศและสร้างโลกสีเขียวอย่างยั่งยืน พร้อมเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 เพื่อสร้างคุณภาพด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุด

“การผลักดันภารกิจศึกษาแนวคิดและวิธีการจัดการขยะครั้งนี้ ทั้ง 2 บริษัทมีมุมมองที่ตรงกันในการร่วมมือสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม ด้วยเป้าหมายร่วมที่ต้องการเห็นประเทศไทยมีแบบอย่างที่ดีในการคัดแยกและทิ้งขยะอย่างเหมาะสม และถูกต้อง เพื่อลดปัญหาการฝังกลบขยะซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ในอนาคต พร้อมทั้งส่งเสริมพฤติกรรมการใช้สิ่งของอย่างมีคุณค่าและประโยชน์สูงสุด เพื่อสร้างโลกที่ดีและน่าอยู่สำหรับรุ่นต่อไป”