ฝุ่นหายกี่โมง? เช้านี้ “กรุงเทพฯ” เจอฝุ่นหนัก “บางกะปิ” 158 AQI  

พอลลี่ อีจัน

พอลลี่ อีจัน

27 มีนาคม 2568

ฝุ่นหายกี่โมง? เช้านี้ “กรุงเทพฯ” เจอฝุ่นหนัก “บางกะปิ” 158 AQI  

ทั้งจามทั้งคันตัว!  ฝุ่นพิษกลับมาพุ่งทั่วเมืองไทยสับๆ ทำ “กรุงเทพฯ” ค่าฝุ่นยังหนักต่อเนื่อง   

เช้านี้ (27 มี.ค.68) เวลา 09.00 น. จากเว็บไซต์ IQAir การวัดค่าฝุ่นในเมืองใหญ่ที่มีมากที่สุดทั่วโลก พบว่า  จ.เชียงใหม่ ฝุ่นยังไม่ลดลง ติด Top 7  158  AQI เป็นพื้นที่สีแดง มีผลกระทบต่อทุกคน แทบจะไม่ไหวเหมือนกัน ภาคเหนือว่าหนักแล้ว ภาคกลางก็ใช่ย่อย กรุงเทพมหานคร ลงมาอยู่ในอันดับที่ 12 139 AQI เป็นพื้นที่สีส้ม ซึ่งทั้ง 2 จุดในไทยถือว่ายังหนักทั้งคู่ และค่าฝุ่นไม่มีท่าทีจะเบาบางลงเลยค่ะ 

 ในรอบเวลาเดียวกัน การจัดอันดับเมืองที่มีมลพิษสูงสุดของไทยแบบเรียลไทม์  พบว่า 10  อันดับล้วนเป็นพื้นที่ใน กรุงเทพมหานคร ทั้งหมด และ 6 พื้นที่แรก ค่าฝุ่นพุ่งสูงเป็นพื้นที่สีแดงเถือก ซึ่งมีผลกระทบต่อทุกคน  ดังนี้ 

 1.บางกะปิ, กรุงเทพมหานคร 158 AQI 

2.สัมพันธวงศ์, กรุงเทพมหานคร  156  AQI 

3.Sathon, กรุงเทพมหานคร  155  AQI 

4.Khlong Sam Wa, กรุงเทพมหานคร 153  AQI 

5.หนองแขม, กรุงเทพมหานคร  152  AQI 

6.Saphan Sung,  กรุงเทพมหานคร 151  AQI 

7.บางนา, กรุงเทพมหานคร  149  AQI 

8.Thawi Watthana, กรุงเทพมหานคร  148  AQI 

9.Bang Khae, กรุงเทพมหานคร  147  AQI 

10.คลองสาน, กรุงเทพมหานคร  147  AQI 

เป็นไงกันบ้าง? เห็นแล้วถึงกับร้องโอ้วว กันเลยมั้ย เพราะ 10 อันดับเรียลไทม์ เป็นพื้นที่ในเมืองหลวงหมดเลยนะวันนี้ แต่อย่าพึ่งตกใจไปกันใหญ่ค่ะ เราลองมาดูค่าฝุ่นจากแอปฯ ‘เช็กฝุ่น’ กันก่อนว่าเป็นไงบ้าง โดยใช้รอบเวลา 08.00 น. พบว่า พื้นที่ของกรุงเทพมหานครมีค่าฝุ่นเกินเกณฑ์มาตรฐานที่เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ จำนวน 6 เขต โดยเขตที่มีค่าฝุ่นสูงสุด คือ #หนองจอก 38.7 ไมโครกรัม เป็นพื้นที่สีส้ม ซึ่งมีผลกระทบต่อผู้ป่วยหรือร่างกายอ่อนแอ ในขณะที่ภาพรวมประเทศไทยในรอบเวลาเดียวกัน พบ 19 จังหวัด มีค่าฝุ่น PM2.5 ในระดับสีแดง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ-ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออกบางจังหวัด โดยพื้นที่จังหวัดที่มีค่าฝุ่นมากสุด คือ จังหวัดแม่ฮ่องสอน  122.5 ไมโครกรัม   

น่าห่วงจริงๆ! ประเทศไทยยังต้องพบเจอฝุ่นพิษต่อเนื่อง แถมมีให้เห็นทุกวันอีก แบบนี้ก็แย่เลย 

งั้นเรามาอัปเดต พยากรณ์อากาศ 7 วันข้างหน้า ตั้งเเต่ 26 มี.ค.-1 เม.ย. กันหน่อยดีกว่าค่ะซึ่ง พบว่า จะมีอากาศร้อนจัด อุณหภูมิสูงสุดถึง 41 องศาฯ  โดยได้ระบุว่า… 

ในช่วงวันที่ 26 – 28 มี.ค.68 ความกดอากาศต่ำเนื่องจากความร้อนปกคลุมประเทศไทยตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีอากาศร้อนโดยทั่วไปกับมีฟ้าหลัว และมีอากาศร้อนจัดบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ในขณะที่มีลมตะวันตกเฉียงใต้และลมใต้พัดปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนฟ้าคะนองกับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ส่วนในช่วงวันที่ 29 มี.ค. – 1 เม.ย. บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังปานกลางจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และทะเลจีนใต้ ส่งผลทำให้มีลมตะวันออกและลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นเข้ามาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ในขณะที่บริเวณดังกล่าวมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางแห่ง รวมถึงอาจมีฟ้าผ่าเกิดขึ้นได้บางพื้นที่ 
       

สำหรับภาคใต้ในช่วงวันที่ 26 – 29 มี.ค. 68 ลมตะวันออกกำลังอ่อน และลมตะวันตกเฉียงเหนือ พัดปกคลุมอ่าวไทย ภาคใต้ และทะเลอันดามัน ทำให้ภาคใต้มีฝนน้อย แต่ยังมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีกำลังอ่อน โดยมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 1 เมตร ส่วนในช่วงวันที่ 30 มี.ค. – 1 เม.ย. ลมตะวันออกที่พัดปกคลุมอ่าวไทย ภาคใต้ และทะเลอันดามัน จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้น กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและห่างฝั่งทะเลอันดามันจะมีกำลังแรงขึ้น โดยอ่าวไทยตอนล่างมีคลื่นสูง 1 – 2 เมตร อ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ส่วนทะเลอันดามันคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงมากกว่า 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร 
 
 ข้อควรระวัง 

ในช่วงวันที่ 26 – 28 มี.ค. ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนถึงร้อนจัด และควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้งเป็นระยะเวลานาน รวมทั้งระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนองกับลมกระโชกแรงบางแห่ง ส่วนในช่วงวันที่ 29 มี.ค. – 1 เม.ย. ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อนที่จะเกิดขึ้น โดยหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านบริเวณที่มีพายุฝนฟ้าคะนอง หรืออยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้างและป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง ส่วนเกษตรกรควรเสริมความแข็งแรงให้ไม้ผล และเตรียมการป้องกันระวังความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับผลผลิตทางการเกษตรและสัตว์เลี้ยง รวมทั้งดูแลรักษาสุขภาพในช่วงที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไว้ด้วย ส่วนชาวเรือบริเวณอ่าวไทยควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือและหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองไว้ด้วย