มหาเถรสมาคม สั่งยกเลิก “เทศน์วันสงกรานต์” พระบาทน้ำพุ
บวรวัฒน์ อีจัน
14 สิงหาคม 2568

วันนี้ (14 ส.ค. 68) รศ.ชัชพล ไชยพร นักวิชาการศาสนาเชี่ยวชาญ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการ สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม แถลงผลการประชุม มส. ครั้งที่ 20/2568 เคาะยกเลิก “จัดเทศน์วันสงกรานต์” ประจำปี พร้อมยกเลิกการระดมทุนช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเรื้อนและโรคเอดส์ และปิดบัญชีกองทุนสงเคราะห์ เหตุเพราะ ประสิทธิภาพการรักษาดีขึ้น ยอดผู้ติดเชื้อลดลง

รศ.ชัชพล กล่าวว่า มส. ได้พิจารณาตามที่เคยมีมติที่ 424/2548 เมื่อวันที่ 20 ก.ย.2548 และมติที่ 182/2549 โดยสาระสำคัญคือ มส. ได้ให้สนับสนุนการระดมทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเรื้อนและโรคเอดส์ ซึ่งในขณะนั้น ถือเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของประเทศ โดยได้กำหนดแนวทางให้วัดต่าง ๆ ทั่วประเทศจัดแสดงพระธรรมเทศนาในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เป็นประจำทุกปี และให้รวบรวมปัจจัยที่ได้รับจากการแสดงพระธรรมเทศนานั้น ส่งผ่านเจ้าคณะจังหวัด เพื่อสมทบเข้ากองทุนช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเรื้อนและโรคเอดส์ โดยผ่านมูลนิธิสงเคราะห์คนเป็นโรคเรื้อนในสังฆราชูปถัมภ์ และมูลนิธิธรรมรักษ์ วัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี โดยได้ดำเนินการเปิดบัญชีธนาคารในชื่อ “กองทุนสงเคราะห์คนเป็นโรคเรื้อนและโรคเอดส์” เพื่อเป็นช่องทางในการรับปัจจัยจากเจ้าคณะจังหวัดทั่วประเทศ โดยได้ดำเนินการต่อเนื่องทุกปี

รศ.ชัชพล กล่าวต่อ ปัจจุบันสถานการณ์การแพทย์และสาธารณสุข ได้เจริญก้าวหน้าขึ้น โดยเฉพาะในการรักษาโรคเรื้อนและโรคเอดส์ ซึ่งมียาและวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น สถิติผู้ติดเชื้อโรคเรื้อนลดลงจนอยู่ในภาวะควบคุมได้ ส่วนผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้เป็นโรคเอดส์ สามารถรับยาต้านไวรัส ตามสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และหากรับยาต่อเนื่องก็สามารถใช้ชีวิตเป็นปกติได้ มส.จึงเห็นควรปรับปรุงแนวทางการสงเคราะห์ผู้ป่วยให้เหมาะสม ดังนี้
1. ให้ยกเลิกมติที่ 424/2548 และมติที่ 182/2549 และให้ปิดบัญชีธนาคารในชื่อ “กองทุนสงเคราะห์คนเป็นโรคเรื้อนและโรคเอดส์” และส่งมอบปัจจัยที่คงเหลือให้บรรลุวัตถุประสงค์โดยเร็ว โดยแบ่งสัดส่วนมูลนิธิละครึ่งหนึ่งของยอดเงินที่คงเหลือในบัญชี ณ ปัจจุบัน ทั้งนี้ หากมีข้อขัดข้องในการมอบปัจจัยคงเหลือแก่มูลนิธิสงเคราะห์คนเป็นโรคเรื้อน ในสังฆราชูปถัมภ์ และมูลนิธิธรรมรักษ์ วัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี ให้นำปัจจัยทั้งหมดมอบให้สภากาชาดไทยแทน
2. มส. ยังคงมีนโยบายด้านการสาธารณสงเคราะห์สำหรับสถานการณ์โรคร้ายแรง หรือโรคระบาดต่างๆ โดยมอบหมายให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สำรวจความจำเป็น พร้อมทั้งบูรณาการข้อมูลและความร่วมมือกับหน่วยงานราชการหรือองค์กรด้านมนุษยธรรม เช่น กระทรวงสาธารณสุข สภากาชาดไทย องค์กรสาธารณกุศลอื่น ๆ เพื่อการดำเนินงานสาธารณสงเคราะห์ให้เหมาะสมกับกาลสมัยและสถานการณ์ต่อไป
