หมอ ยกเคสสาวมะกัน ติดเชื้อ HIV จากการทำ PRP เตือน เช็กให้ชัวร์ก่อนทำสวย 

แพทตี้ อีจัน

แพทตี้ อีจัน

7 กุมภาพันธ์ 2569

หมอ ยกเคสสาวมะกัน ติดเชื้อ HIV จากการทำ PRP เตือน เช็กให้ชัวร์ก่อนทำสวย 

ใครอยากทำสวย อย่าลืมศึกษาข้อมูลดีๆ ถ้าไม่อยากหน้าพัง หรือได้โรคร้ายติดตัวแบบเคสสาวอเมริกัน ที่ติดเชื้อ HIV จากการทำโปรแกรม PRP (platelet-rich plasma)  

วานนี้ (6 ก.พ.69) ดร.นพ.ชลธวัช สุวรรณปิยะศิริ รองประธานด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์พื้นฐานและวิจัยศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข มหาวิทยาลัยรังสิต ออกมาโพสต์เฟซบุ๊ก โดยยกเคสจากต่างประเทศเมื่อ 2 ปีก่อน มาเตือนภัย ระบุว่า… 

ติดเชื้อ HIV จากการทำ PRP 

การดูแลผิวพรรณด้วยนวัตกรรม PRP (platelet-rich plasma) ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน หนึ่งในนั้นคือการทำ vampire facial ก็คือเจาะดูดเลือดของตัวเองมาปั่นแยกเอา PRP แล้วฉีดกลับเข้าไปที่หน้าเพื่อกระตุ้นคอลลาเจน และช่วยหน้าใส  

เมื่อ 2 ปีก่อน CDC ของสหรัฐฯ รายงานเคสผู้หญิงอย่างน้อย 3 รายติดเชื้อ HIV จากการรับบริการ PRP ที่คลินิกแห่งหนึ่งในรัฐนิวเม็กซิโก 

ย้อนกลับไปในปี 2561 มีการตรวจพบผู้ติดเชื้อ HIV รายหนึ่งที่ไม่มีประวัติความเสี่ยงด้านพฤติกรรมทางเพศหรือการใช้สารเสพติด แต่เธอระบุว่าเคยไปรับบริการที่ VIP med spa แห่งหนึ่ง เจ้าหน้าที่จึงไปสืบสวนที่นั่น พบว่าคลินิกแห่งนี้ไม่มีใบอนุญาตที่ถูกต้อง และมีพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อโรคหลายอย่าง เช่น 

– ใช้เข็มฉีดยาซ้ำซ้อน 

– วางหลอดเก็บเลือดที่ไม่มีฉลากชื่อไว้ในตู้เย็นเดียวกับอาหาร 

– เครื่องปั่นแยกพลาสมา (centrifuge) ไม่ได้รับการทำความสะอาดอย่างถูกวิธี 

ขั้นตอนการทำ PRP คือเจาะเลือดของผู้รับบริการออกมาปริมาณหนึ่ง แล้วนำไปเข้าเครื่องปั่นเพื่อแยกเอาเฉพาะเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP) ซึ่งมี growth factor หลายชนิด จากนั้นใช้เข็มขนาดเล็กฉีด PRP กลับเข้าไปที่ผิวหน้า หรือใช้ร่วมกับเครื่องมือที่ทำให้เกิดแผลขนาดเล็ก (microneedling) เพื่อให้พลาสมาซึมเข้าสู่ผิว 

ความเสี่ยงติดเชื้ออยู่ที่ความสะอาดของขั้นตอน เมื่อเลือดซึ่งปนเปื้อนด้วยเชื้อโรค เช่น HIV, ไวรัสตับอักเสบบี และซี ถูกจัดการในสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดเชื้อ หรือมี cross-contamination ระหว่างอุปกรณ์ที่ใช้กับลูกค้าคนละคนกัน จึงเสี่ยงติดเชื้อสูง 

ดังนั้นก่อนตัดสินใจรับการรักษาด้วย PRP ควรพิจารณาประเด็นต่าง ๆ ดังนี้ 

1. คลินิกต้องมีใบอนุญาตประกอบกิจการ แพทย์ผู้ทำหัตถการต้องมีใบประกอบวิชาชีพที่ตรวจสอบได้ 

 2. มีมาตรฐานความสะอาดที่ชัดเจน ห้องปฏิบัติการควรแยกเป็นสัดส่วน อุปกรณ์ที่ใช้ต้องเป็นแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (single-use)  

 3. ถ้าราคาถูกผิดปกติต้องคิดดีๆ เพราะการทำ PRP มีต้นทุนค่อนข้างสูงถ้าใช้อุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน หากราคาถูกเกินไปให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนว่าอาจมีการลดต้นทุนในส่วนของ safety protocol 

 4. มีความโปร่งใส คลินิกต้องยินดีตอบคำถามเรื่องขั้นตอนการฆ่าเชื้อและการจัดการอุปกรณ์ 

ดังนั้นต้องดูดีๆ ไม่งั้นได้โรคแทนได้สวย 

นอกจากนี้ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ประธานศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข และที่ปรึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต ยังได้มาคอมเมนต์ว่า “PRP ใช้ในข้อเสื่อมด้วยครับ” 

ระวังกันด้วยนะคะ ความสวยไม่ควรแลกมาด้วยความเสี่ยงถึงชีวิต ก่อนตัดสินใจทำหัตถการใดๆ อย่าดูแค่ราคา อย่าฟังแค่คำโฆษณา แต่ต้องดูมาตรฐาน ความสะอาด และความน่าเชื่อถือให้รอบด้าน ไม่อย่างนั้น จากที่หวังจะหน้าใส อาจกลายเป็นโรคร้ายติดตัวไปตลอดชีวิต