ยืนยันไม่เคยขายลูก! แม่แท้ๆ โผล่แสดงตัวยืนยัน ไม่เคยขายลูก

ไม่ได้ขายลูกแลกเงิน? แม่แท้ๆ โผล่แสดงตัว ยืนยันไม่เคยขายลูกให้กับพี่เลี้ยง แต่ถูกพี่เลี้ยงหลอก จะเอาลูกให้ญาติเลี้ยง

วันที่ 8 พ.ค.69 เวลา 15.30 น. “ปวีณา” พา น.ส.แก้ว แม่ผู้ใจสลายพบ น.ส.เมย์ ที่สภ.บางละมุง ลูกสาว 3 ขวบ ถูก น.ส.ส้ม พี่เลี้ยง สลับตัวไปตั้งแต่วัย 5 เดือน ต้องเลี้ยงลูกของ น.ส.เมย์ มาตลอด 3 ปี และไม่รู้ชะตากรรมลูกสาวแท้ๆ ของตัวเองที่หลังถูก น.ส.ส้ม พี่เลี้ยงอ้างว่าเอาไปให้สองสามีภรรยาชาวเมียนมา

หลังจากหลังสื่อมวลชนมีการนำเสนอข่าวออกไป น.ส.เมย์ แม่ของเด็กที่น.ส.แก้วเลี้ยงอยู่ได้ติดต่อมาจะเจรจาเรื่องลูก จึงได้นัดหมายมาเจรจากันในวันนี้ โดยมี นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ พ.ต.อ.สราวุธ นุชนารถ ผกก.สภ.บางละมุง พ.ต.ท. ชูศัดิ์ ปิ่นรัตน์ รอง ผกก.(สอบสวน) พ.ต.ท.วุฒิพงษ์ กาสา สว.สส.โดยนางสาวสุทธินี นุชนารถ หัวหน้าบ้านพักเด็กฯ ชลบุรี นายพิเชฐ ธรรมโหร ปลัดอาวุโสอำเภอบางละมุง นายพีรพงศ์ สามปรุ ปลัดอำเภอบางละมุง ประชุมร่วมกันเเละหาข้อสรุปว่าทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกันที่จะดูเเลเด็ก

โดยทางด้านของ น.ส.เมย์ แม่แท้ของเด็กที่ น.ส.แก้ว เลี้ยงอยู่ ได้เปิดเผยว่าตอนนั้นตนเองเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว และมีอาการคล้ายกับคนป่วยเป็นแพนิค จึงได้มีการโพสต์ข้อความลงในกลุ่มเฟซบุ๊กหาคนอุปการะลูก หลังจากนั้นทางด้านของนางสาวส้มได้ติดต่อมา พร้อมกับบอกว่า มีน้องสาวที่มีแฟนเป็นทอมอยากจะมีลูก และอยากจะอุปการะเลี้ยงดูลูกของตน หลังจากนั้นก็เดินทางมารับลูกของตน ซึ่งตนเองก็สังเกตเห็นว่าตอนที่นางสาวส้มขับรถมารับลูกสาวของตนไปนั้นภายในรถกระบะสีดำมีเด็กมาด้วยประมาณ 3-4 คน โดยนางสาวส้มอ้างว่าเด็กที่อยู่ในรถเป็นลูกของตนเอง ยอมรับตอนนั้นรู้สึกกังวลว่านางสาวส้มจะเลี้ยงดูลูกได้หรือไม่ แต่เมื่อนางสาวส้มเอาลูกไปเลี้ยงที่ชลบุรีก็ได้มีการส่งรูปมาอัปเดตให้ดูเป็นระยะ ตนเองจึงรู้สึกสบายใจ แต่หลังจากหลังจากนั้นผ่านไปประมาณ 3 เดือน นางสาวส้มก็ขาดการติดต่อไม่ค่อยส่งรูปลูกสาวมาให้ดู ก็พยายามติดตามแต่ก็ไม่สามารถติดตามได้ จนกระทั่งผ่านไปประมาณหนึ่งปี ก็ไปเจอเฟซบุ๊กของนางสาวแก้ว จึงได้มีการทักไปเพราะเห็นว่ารูปที่นางสาวแก้วลงใน เฟสบุ๊คลักษณะคล้ายกับลูกสาวของตน และในขณะนั้นเองก็เข้าใจว่าตัวของนางสาวแก้วเป็นน้องสาวของนางสาวส้ม จึงได้มีการติดต่อไปหาแต่สุดท้ายมารู้ว่านางสาวแก้วไม่ใช่ลูกสาวของนางสาวส้ม แต่ที่นางสาวแก้วเลี้ยงอยู่นั้นเป็นลูกของตน

หลังจากนั้นเมื่อติดต่อไปหานางสาวแก้วแล้วและรู้ความจริงทุกอย่างจึงได้มีการติดต่อไปหานางสาวส้มซึ่งทางด้านของนางสาวส้มโกรธตนเองเป็นอย่างมากที่ไปแสดงตัวกับนางสาวแก้วว่าเป็นแม่แท้ๆ ตอนนั้นนางสาวส้มบังคับให้ตน ไปโกหกกับนางสาวแก้ว แต่ตนเองเลือกที่จะบอกความจริงทุกอย่างเพราะเห็นว่าตัวของนางสาวแก้วเองก็คงเลี้ยงดูลูกของตนอยู่ นางสาวส้มจึงมีการข่มขู่ตนว่าจะไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าตนมีการขายลูกให้กับนางสาวส้ม แต่ตนเองยืนยันว่าในตอนนั้นตนเองไม่ได้มีการขายลูก เพราะตอนที่นางสาวส้มมามารับเด็กไปนั้นก็เพียงแต่ใช้หนี้ประมาณ 5,000 บาท ให้ แล้วมีการไปเช่าห้องใหม่ให้กับตนพร้อมกับอ้างว่าจะให้ตนไปเริ่มต้นใหม่

ในส่วนของลูกนั้นตนเองกับนางสาวแก้วตกลงกันไว้ว่าช่วงที่มีการเปิดเทอมนางสาวแก้วจะเป็นคนเลี้ยง แล้วถ้าหากถึงช่วงปิดเทอมตนก็จะนำลูกมาเลี้ยงที่บ้าน ยอมรับว่ากังวลเรื่องของความรู้สึกของลูก ว่าอาจจะเกิดความสับสนว่าใครเป็นแม่ที่แท้จริง

ในส่วนของนางสาวแก้ว ได้มีการเปิดเผยว่า ยอมรับว่ารู้สึกกังวลเรื่องของความปลอดภัยของลูกสาวที่ในขณะนี้ยังไม่รู้ว่าชะตากรรมเป็นอย่างไร ซึ่งจากการพูดคุยกับนางสาวส้มก่อนที่จะไปขึ้นศาลนางสาวส้มอ้างว่าลูกถูกผัวเมียคู่หนึ่งขโมยไป ตนเองก็อยากจะวิงวอนนางสาวส้มถ้าหากรู้ว่าเอาลูกของตนไปขายให้กับใคร ก็ขอให้นำลูกของตนมาคืน หรือบอกที่อยู่ของลูก

ส่วนวันนี้ ที่ศาลจังหวัดพัทยา ศาลอุทธรณ์ อ่านคำพิพากษาในคดีที่น.ส.ส้ม พี่เลี้ยงเด็กถูกดำเนินคดีนำลูกของน.ส.แก้วไป ในข้อหา “ค้าเด็กที่ถูกพรากเพื่อหากำไร” ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น คือ พิพากษาให้จำเลยรับโทษจำคุก 10 ปี แต่จำเลยรับสารภาพอันเป็นเหตุบรรเทาโทษ ศาลจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงเหลือจำคุก 5 ปี