รู้ทันอาชญากร! “อ.ตฤณห์” ชวนเปิดสมอง ฆาตกร อะไร ผลักให้ต้องฆ่าคน

พิพรรธ ไทยเล็ก (เล็ก อีจัน)

พิพรรธ ไทยเล็ก (เล็ก อีจัน)

12 กุมภาพันธ์ 2569

รู้ทันอาชญากร! “อ.ตฤณห์” ชวนเปิดสมอง ฆาตกร อะไร ผลักให้ต้องฆ่าคน

อีจันเดอะซีรีย์ วันนี้พามาพบกับ “อาจารย์ตฤณห์ โพธิ์รักษา” นักอาชญาวิทยาเชิงจิตวิทยาและพฤติกรรมอาชญากร และเป็นอาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

เริ่มต้นนั้น อ.ตฤณห์ เล่ากับอีจันว่า ก่อนที่จะมาเป็นนักอาชญาวิทยาเหมือนในทุกวันนี้ ตนเคยรับราชการตำรวจมาก่อน โดยครอบครัวฝั่งคุณพ่อและปู่นั้นก็เป็นตำรวจมาก่อน จึงอยากให้ตนนั้นมาเป็นตำรวจด้วยเช่นกัน ตนจึงได้เข้าสมัครตำรวจหลังจากที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัย แต่พอได้รับราชการกลับได้รู้ว่า ความเป็นจริงของสภาพสังคม กับสิ่งที่ตนอยากทำในฐานะตำรวจ มันไม่เหมือนกัน มีหลายๆอย่างที่ไม่เป็นอย่างที่คิด

อ.ตฤณห์ บอกว่า มาตรฐานในกระบวนการตำรวจของเรายังไม่เทียบเท่ากับสากล เลยทำให้คิดได้ว่า การเป็นแค่ตำรวจธรรมดาไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้สังคมได้ จากนั้นจึงเริ่มศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่ต่างประเทศ โดยตัดสินใจเลือกเรียน คณะ Criminology (อาชญาวิทยา) ซึ่งสมัยก่อนนั้นคำว่า “อาชญาวิทยา” มีน้อยคนมากที่จะเข้าใจและรู้จัก หลังจากที่ตนเรียนจบก็ยิ่งให้ความสนใจมากกว่าเดิมจึงได้อยากเรียรู้เพิ่มเติม และได้กลับมาเรียนปริญญาเอกที่ไทยต่อ

“เวลาที่อยากรู้อะไร จะเรียนรู้ให้ลึกให้สุดทาง ที่มาเป็นอาจารย์ก็เพราะว่า ถ้าเป็นนักอาชญาวิทยาและอยู่ในสายงานตำรวจจะทำอะไรได้ไม่เต็มที่ เพราะจะติดระบบราชการหรือขั้นตอนเกรงใจคนนู้น คนนี้ แต่ถ้าเป็นอาจารย์ก็จะสามารถมีอิสระ เผยแพร่ความรู้ได้อย่างเต็มที่ จึงตัดสินใจลาออกจากตำรวจ”

อ.ตฤณห์ เล่าต่อว่า หลังจากลาออกมาแล้ว ก็ได้มีโอกาสทำงานกับเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทยรับหน้าที่เป็นผู้ช่วยทูตฝ่ายตำรวจ ระหว่างนั้นก็ได้ทำงานเกี่ยวกับการสืบสวนสอบสวนกับตำรวจสากลและอิตาลีอยู่เรื่อยๆ ทำให้คิดว่า ตนก็ยังอยู่กับการเป็นตำรวจอยู่ และคิดได้ว่า “ตำรวจไม่สามารถเลิกเป็นได้ เพราะความเป็นตำรวจมันยังอยู่ในสายเลือด ทั้งการมองผู้คน วิเคราะห์ความเสี่ยงต่างๆ” จึงได้นำประสบการณ์ในการเป็นตำรวจมาใช้ในงานด้านอาชญาวิทยาได้ดีขึ้น โดยตอนนี้ตนก็เป็นทั้งนักอาชญาวิทยาและอาจารย์ควบคู่กันไป

โดย อ.ตฤณห์ ได้ยกตัวอย่างว่า ทำไมเป็นนักอาชญาวิทยาในสายงานตำรวจถึงทำงานได้ไม่เต็มที่ เพราะกรณีจับคนร้ายได้ นักข่าวจะสัมภาษณ์คนร้าย ก็ยังสัมภาษณ์ไม่ได้เพราะ “นายยังไม่มา” ซึ่งไม่ควรเป็นแบบนั้น

การพูดครั้งแรกของคนร้ายสำคัญมากที่สุด พร้อมยกตัวอย่างเสริมว่า หากมีเหตุกราดยิงและคนก่อเหตุคือเยาวชน คนแรกที่เข้าไปสอบปากคำหรือพูดคุยกับเด็ก ควรต้องเป็นนักจิตวิทยา ไม่ใช่นักการเมืองหรือคนใหญ่คนโต เนื่องจากคนเหล่านี้ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ขณะนั่งคุยคนเหล่านี้ไม่ได้มีความรู้ทางด้านจิตวิทยา,สังคมวิทยา และนั่นทำให้ข้อมูลขั้นต้นถูกทำลายไป ตั้งแต่ก้าวเข้าไปคุยกับผู้ก่อเหตุเป็นคนแรก เพราะหลังจากพูดไปแล้วการพูดครั้งที่สองนั้นจะไม่เป็นธรรมชาติอีกต่อไป เพราะถ้าได้มีการโกหกไปแล้วในครั้งแรก ครั้งที่สอง สามหรือครั้งต่อๆไป จะโกหกได้เก่งขึ้น ดังนั้นครั้งแรกในการให้ปากคำนั้นสำคัญที่สุด จึงเป็นเหตุผลว่า หากไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญจริงๆ ก็ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว พร้อมเปรียบเทียบว่า ต่างประเทศถ้ามีคดีแบบนี้เกิดขึ้น คนที่เข้าไปพร้อมกับตำรวจเลย คือนักจิตวิทยาและนักสังคมสงเคราะห์  เพราะบางอย่างตำรวจอาจไม่เชี่ยวชาญพอ

คำว่าอาชญาวิทยา เป็นศาสตร์ที่เป็นตัวหลักโดยครอบคลุมทั้งสังคมศาสตร์ จิตวิทยา กระบวนการยุติธรรม และ กฎหมาย ดังนั้นคำว่าอาชญาวิทยาอยู่ที่จบคณะอะไรมา อ.ตฤณห์ จบคณะวิทยาศาสตร์ และยังมีสาขามากมายให้เลือกเช่น อาชญาวิทยาเชิงจิตวิทยา อาชญาวิทยาเชิงนิติศาสตร์ หรืออาชญาวิทยาและบริหารงานยุติธรรม ซึ่งแต่ละอย่างคือความเชี่ยวชาญที่ต่างกัน ดังนั้นคำว่า อาชญาวิทยา เดี่ยวๆ คือการศึกษาอาชญากรรมในทุกมิติหรือมุ่งเน้นหาสาเหตุของการเกิดอาชญากรรม ที่จะต้องทำความเข้าใจทั้งตัวเหยื่อและผู้กระทำความผิด โดยจะต้องรู้สาเหตุเริ่มต้นทั้งหมด ตั้งแต่ โตมายังไง มีโรคอะไรหรือไม่ สมองมีความผิดปกติหรือไม่ เพื่อที่จะได้เข้าใจ และหาวิธิป้องกันและแก้ไขได้ตรงจุด

โดยอ.ตฤณห์ได้ให้ความรู้ว่า การสังเกตพฤติกรรมเป็นเพียงแค่ส่วนเล็กๆ ที่คนเหล่านั้นแสดงรอยรั่วออกมาบางคนเป็นคนสุภาพ เรียบร้อย แต่งตัวดี แต่จริงๆเป็นฆาตกร การสังเกตุภายนอกจึงเป็นเรื่องที่สังเกตได้ยาก โดยจะต้องดู Behavior Cluster (การแสดงพฤติกรรมที่เป็นกลุ่ม) เช่น สีหน้า น้ำเสียง ท่าทาง โดยเราไม่สามารถวิเคราะห์คนหนึ่งคนได้ จากภาพถ่ายใบเดียว จะต้องดูองค์ประกอบหลายๆอย่างรวมกัน เช่น ตอนเด็ก ตอนโต ตอนทำงาน ตอนอยู่คนเดียว ตอนโมโห ต้องดูเป็นชุดข้อมูล เช่น เมื่อเราต้องไปออกเดทกับคนหนึ่งคน และเขาดูสุภาพและให้เกียรติเรามาก แต่ในขณะนั้น กลับหันไปใช้น้ำเสียงและแววตาอีกแบบกับพนักงาน ก็แสดงให้เห็นว่าคนข้างหน้าเราตอนนี้อาจไม่ใช่ตัวจริงของเขา โดยตัวจริงของคนคนหนึ่งจะเล็ดรอดออกมาในตอนนี้ เขาไม่ต้องควบคุมตัวเอง เช่นเราอาจนิสัยดีกับเจ้านายของเรา แต่กับเพื่อนร่วมงานเรากลับเป็นตัวเอง หรือตอนที่เราสบายใจก็จะแสดงนิสัยที่แท้จริงของตัวเองออกมา

โดยอีจันได้ถามอ.ตฤณห์ว่า เราจะจับคนโกหกได้อย่างไร  ก็ได้คำตอบว่า จริงๆแล้วการโกหกไม่ได้มีอวัยวะชิ้นใดชิ้นหนึ่งจะชี้ได้ว่า บุคคลนั้นโกหก จะต้องใช้ชุดข้อมูลมาดูประกอบ และไม่สามารถใช้อวัยวะเพียงชิ้นเดียวตัดสินได้ จะต้องดู incongruent (ข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกัน) เช่นการตอบคำถามว่า ชอบขนมชิ้นนี้ไหม แล้วอีกฝั่งตอบว่า ชอบมากอร่อยดี แต่ในขณะตอบกลับส่ายหัว ซึ่งนี่คือสิ่งที่ไม่สอดคล้องกันและไม่จริง  แปลว่า สิ่งที่พูด หน้าตาที่แสดง น้ำเสียงและร่างกาย จะต้องไปในทางเดียวกัน จึงจะแปลว่าพูดจริง ถ้ามีสิ่งใดสิ่งหนึ่งขัดแย้งมา อาจชี้ให้เห็นว่ามีอะไรบางอย่างฝืนธรรมชาติอยู่ แต่การฝืนธรรมชาติก็ไม่ได้หมายความว่าโกหกเสมอไป อาจเพราะเป็นคนระวังตัวหรือเกรงใจก็ได้ เช่น คนที่ปากสั่นขณะตอบคำถามอาจจะไม่ใช่คนโกหก อาจเป็นอาการ กลัว กังวล เครียด ตื่นเต้น ก็มีความเป็นไปได้

การสังเกตอะไรแบบนี้ อาจจะดูยาก แต่ตัวของอ.ตฤณห์นั้น ทำงานกับสิ่งพวกนี้มานาน และมีชุดข้อมูลของตน จึงทำให้วิเคราะห์ได้แม่นยำกว่าคนทั่วไป เพราะตัวเองนั้นได้มีโอกาสไปคุยกับทั้งนักโทษในเรือนจำและคนที่อยู่ในสถานพินิจ ซึ่งเด็กที่อยู่ในสถานพินิจมีแนวโน้มว่า”อาจ”กระทำผิดอีกเมื่อโตขึ้น ดังนั้น
อ.ตฤณห์เองจึงมีประสบการณ์มาก เพราะได้เคยคุยกับบุคคลที่กระทำผิดมาแล้ว  โดยเฉพาะคนที่มีความผิดปกติทางพฤติกรรมและทางจิต จึงมีข้อมูลในคลังสมองของตัวเองว่า คนที่โกหก หรือคนที่มีแนวโน้มก่อเหตุรุนแรงจะเป็นแบบใด ซึ่งก็คือการวิเคราะห์พฤติกรรม และวนมาตอบคำถามว่า ดูคนโกหกยังไง คำตอบก็คือดูหลายอย่าง แต่ก่อนคนมักพูดว่า คนโกหกจะหลบตา ปัจจุบันนี้คนโกหกจ้องตาและพูดอย่างมั่นใจ

และสิ่งที่ต้องดูเสริมเพิ่มเติม คือธรรมชาติของคนคนนั้น เช่น คนที่มีลักษณะหลงตัวเอง ต้องการเป็นจุดเด่น คนเหล่านี้จะสามารถโกหกโดยไม่รู้สึกผิด สามารถจ้องตาและถามกลับผู้ถามได้อย่างมั่นใจ บุคลิกของแต่ละคนจึงเป็นอีกหนึ่งอย่างที่ต้องสังเกตุ จะต้องดูธรรมชาติของคนคนนั้น ว่าเป็นยังไง แล้วจึงจะรู้พิรุธของคนที่เราจะวิเคราะห์ เช่นนาย A คือผู้ต้องสงสัย ตนเองจะสังเกตุพฤติกรรมทั้งหมดของนาย A ทุกการพูด

พร้อมพูดเสริมอีกว่า คนหนึ่งคนเราจะมั่นใจว่านิสัยดีได้ยังไง เราคบกับเพื่อนมา 10 ปีแต่ยังไม่เคยอยู่ด้วยกัน 24 ชั่วโมง เป็นเวลาหลายๆวัน ซึ่งเวลาเหล่านี้จะเป็นเวลาที่คนเราแสดงนิสัยที่แท้จริงออกมา ว่าดีหรือไม่ดี เพราะบุคลิกภาพของคนคือการแสดงอยู่ตลอดเวลา เช่น ตอนตนรับหน้าที่อาจารย์สอน ก็ไม่สามารถพูดจาไร้สาระเล่นมุกหยาบๆคายๆ เหมือนเวลาอยู่กับเพื่อนกับที่บ้านได้ ซึ่งคำว่า Personality (บุคลิกภาพ) มีรากศัพท์มาจากภาษาละตินว่า persona ซึ่งแปลว่า “หน้ากาก” ดังนั้นบุคลิกคือสิ่งที่สามารถเปลี่ยนได้อยู่ตลอด  เช่น ตัวจริงอาจจะเป็นคนขี้งก แต่เมื่อเราจะจีบคน เราก็ต้องเปย์ เพื่อทำให้เขาชอบ ไปยืมเงินคนอื่นมาเลี้ยงผู้หญิงก็มีเยอะแยะในสังคม

อ.ตฤณห์ อธิบายว่า ความโหดร้ายของมนุษย์นั้น เกิดขึ้นจากการสึกหรอของพฤติกรรม ไม่ได้เกิดขึ้นจากแค่ปัจจัยสภาวะจิตใจ หรือความรู้สึกอย่างเดียว อาจเกิดขึ้นจากความผิดปกติของสมอง โดยสมอง 3 ส่วนหลักๆที่มักเกิดความผิดปกติในคนที่ก่อเหตุอาชญากรรมรุนแรง คือ Prefrontal Cortex, Anterior Cingulate และ Amygdala โดย 3 ส่วนนี้คือส่วนที่เกิดความผิดปกติในหมู่คนที่ก่ออาชญากรรมซ้ำซ้อน และรุนแรงอยู่เสมอ ถ้าเรารับรู้ว่าบุคคลที่มีความผิดปกติกับสมอง 3 ส่วนนี้ เราก็สามารถคาดการณ์ได้ว่า จะเกิดพฤติกรรมรุนแรงขึ้นอีก แต่ในประเทศของเรา ไม่ได้ตรวจอะไรแบบนี้ พอเข้าเรือนจำก็จบ ไม่ได้มีการวิเคราะห์หรือเก็บข้อมูลว่า อัตราจะก่อเหตุซ้ำมีมากน้อยเพียงใด การที่เราจะเข้าใจความผิดปกติของร่างกาย ไม่ใช่แค่เพียงมีแผลข้างนอก อาจเกิดความผิดปกติจากข้างในตั้งแต่วัยเด็ก การใช้ยาเสพติดตอนวัยรุ่น การเกิดอุบัติเหตุ มีโรคเครียด เกิดจากกรรมพันธุ์  ทุกสาเหตุเหล่านี้คือปัจจัยที่ส่งผลให้สมองไม่ปกติ แต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่ก็เกิดอาการก้าวร้าวจากยาเสพติดและแอลกอฮอล์ เหตุผลคือการใช้ยาเสพติดและแอลกอฮอล์ จะไปกดการทำงานของสมองส่วนหน้า ที่มีหน้าที่ยับยั้งอารมณ์และพฤติกรรม ดังนั้นพวกที่คลั่ง ก็จะไม่สามารถยับยั้งอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้ พัฒนาการสมองของคนเรา เริ่มต้นจากข้างหลังหรือท้ายทอย และมาปิดจบที่หน้าผาก ในขณะที่สมองกำลังพัฒนา ถ้าหากเราไปใช้ยาเสพติด เกิดการนอนน้อย หรือสภาพการเลี้ยงดูเครียดมากๆ จะทำให้สมองของเราไม่ได้พัฒนาตามที่มันควรจะเป็น แต่เหตุผลหลักยังคงเป็นยาเสพติด แอลกอฮอล์และโรคทางจิต ที่ขัดขวางการพัฒนาของสมอง เนื่องจากส่วนที่ใช้คิด คือส่วนสุดท้ายที่พัฒนา ดังนั้นเด็กบางคนไม่ได้พัฒนาถึงส่วนที่ใช้คิด เพราะขณะที่สมองกำลังพัฒนา ก็ไปใช้ยาเสพติด การพัฒนาจึงหยุดลง

อ.ตฤณห์ ได้บอกว่ากว่าจะสมองจะพัฒนาได้สมบูรณ์เต็มที่ ก็คือช่วงวัย 25-30 ปี เป็นเวลาที่นานมาก จึงเป็นเหตุผลว่า ผู้ก่อเหตุวัยรุ่นมักก่อเหตุโดยขาดสติ อารมณ์ชั่ววูบ เพราะสมองยังพัฒนาไม่เต็มที่นั่นเอง

การที่จะทำให้คนหนึ่งคนเป็นยังไง มีมากมายหลายปัจจัย อ.ตฤณห์เปรียบเทียบว่า สมมุติว่าคนเราทุกคนคือ ปืน และการเลี้ยงดูคือการลั่นไก เราอาจจะเป็นคนอันตรายก็ได้เพราะเราคือปืน แต่การเลี้ยงดูจะเป็นการกดเหนี่ยวไก ว่าเราจะเป็นอันตรายไหม คนบางคนมีสภาวะสมองเหมือนฆาตกรต่อเนื่องทุกประการ แต่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี เขาก็จะไม่ฆ่าใคร แต่ขณะที่อีกคนมีสภาพสมองปกติ แต่ถูกทิ้งขว้าง โดนทำร้าย มาตั้งแต่เด็ก บุคคลนี้ก็จะสามารถเป็นปืนที่พร้อมเหนี่ยวไกได้ตลอดเวลาเช่นกัน หลายๆปัจจัยสามารถเกี่ยวข้องกันได้หมด รวมทั้งปัจจัยภายนอก ทั้งเกมส์ สิ่งแวดล้อม สื่อลามกต่างๆ เด็กบางคนถูกผู้ใหญ่เปิดรูปคนตาย รูปการณ์ตัดคอคน ให้ดูตั้งแต่เด็ก ทำให้เด็กเหล่านี้โตมากับความรุนแรง และคิดว่าความรุนแรงคือเรื่องปกติ เพราะมีเคสแบบนี้เกิดขึ้นมามากมาย อยู่ที่เราจะปั้นเด็กคนหนึ่งคนไปเป็นอะไร

อ.ตฤณห์ได้ให้ความรู้เสริมว่า บางคนเกิดมาพร้อมกับมีสมองส่วน  Amygdala (สมองส่วนกระตุ้นอารมณ์) เล็กกว่าคนทั่วไป 10% จะทำให้คนคนนี้ ควบคุมอารมณ์ยากกว่าคนอื่น คนอื่นโกรธแค่นี้ แต่คนนี้โกรธกว่าเป็นร้อยเท่า พร้อมยกตัวอย่างอีกว่า เราทุกคนล้วนเคยโดนบีบแตรไล่บนถนน แต่ความโกรธไม่เท่ากัน นั่นก็คือความไม่ปกติ และยังบอกอีกว่า ถ้าเรามีสิ่งที่ฝังใจ จะเกิดเป็นความกลัว เป็นปม อาจจะทำให้คนที่เป็นเหยื่อกลายเป็นคนก่อเหตุได้อีกด้วย พร้อมยกตัวอย่างเคส ไอซ์หีบเหล็ก เพราะเป็นเหยื่อโดนบลูลี่มาก่อน ว่าเป็นลูกของฆาตกรหรืออะไรต่างๆ นั่นทำเด็กคนหนึ่งโตมากลายเป็นผู้ก่อเหตุได้

อาจารย์ ยืนยันว่า อารมณ์ชั่ววูบเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ทุกคน แต่มนุษย์ที่มีสติจะมีการยับยั้งอารมณ์ชั่ววูบได้ เช่น ถ้าเราโดนด่าในห้องประชุมต่อหน้าคนอื่น จะมีทั้งคนประเภทที่ด่ากลับไปเลย กับประเภทที่เลือกจะเงียบ ขอโทษทั้งๆที่ยังมีความโกรธ หรือไม่พอใจอยู่ ขึ้นอยู่กับการยับยั้งจากสมองส่วนหน้า

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องที่อ.ตฤณห์ ได้แนะนำอีกหนึ่งเรื่อง คือการเลี้ยงและดูแลลูกในสมัยนี้ มีแหล่งข้อมูลให้ศึกษามากมายทั้งในอินเตอร์เน็ต หรือผู้เชี่ยวชาญต่างๆ เพื่อที่จะเลี้ยงได้อย่างถูกต้องและโตมามีประสิทธิภาพมากที่สุด อย่าไปเลี้ยงตามความเชื่อที่ทำกันมา เพื่อป้องกันการทำให้เด็กเกิดความผิดปกติ เด็กสมัยนี้เรียนรู้ผ่านการดู,การฟัง,ได้ซึมซับจากพ่อแม่ ถ้าพ่อแม่ดุลูกว่าห้ามเล่นมือถือตอนกินข้าว แต่พ่อแม่กลับเล่นเอง ลูกก็จะไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องทำตาม อยากสอนอะไรลูกก็ให้ลงไปเล่นลงไปทำกับลูก นี่คือวิธีที่พ่อแม่จะสอนและรู้จักลูกได้ดีที่สุด อย่าคิดว่าโรงเรียนจะสามารถทำให้ลูกของเราเป็นคนดีได้ทั้งหมด เพราะว่า 24 ชม.ลูกอยู่โรงเรียนแค่ 8 ชั่วโมง แต่อยู่บ้านมากถึง 16 ชั่วโมง แล้วทำไมถึงคิดว่าลูกจะเป็นคนดีเพราะว่าไปโรงเรียน ทั้งครอบครัวและโรงเรียนควรช่วยกัน 2 ฝ่ายในการทำให้เด็กคนหนึ่ง โตมาเป็นคนดีได้

ส่วนการที่คนบางคน ยังทนอยู่กับครอบครัวที่โหดร้าย เช่น ผัวซ้อมเมีย แต่เมียก็ไม่ยอมไปไหน อ.ตฤณห์ตอบว่า จริงๆแล้วคิดว่าคนที่ทนอยู่ก็คือ เหยื่อ ซึ่งส่วนใหญ่ก็อาจจะมีสถาวะบกพร่องหรือเปราะบาง สภาวะทางจิตใจ เช่น อาจจะขาดความอบอุ่น ขาดทุนในการเริ่มต้นชีวิต ต้องการที่อยู่อาศัย ตัวอย่างเช่น ผู้หญิงที่โดนซ้อม สามีมีทั้งเมียน้อย กลับบ้านมาซ้อมตลอด แต่ยังอยู่ไม่ยอมไปไหน โดยส่วนใหญ่ให้เหตุผลอ้างว่า  อยู่เพื่อลูก เพราะครอบครัวต้องมีพ่อแม่และลูก อ.ตฤณห์มองว่า นี่คือข้ออ้างที่จะโยนสาเหตุไปให้ลูก แต่ในความเป็นจริง ไม่มีลูกคนไหนอยากที่จะให้แม่ของตัวเองโดนทำร้าย โดนซ้อมแน่นอน

“ครอบครัวสมัยนี้ไม่จำเป็นต้องมีแต่ พ่อแม่ลูก ไม่ว่าจะ เป็นแม่เลี่ยงเดี่ยว,พ่อเลี่ยงเดี่ยว,แม่กับแม่,พ่อกับพ่อ ทำให้ลูกประสบความสำเร็จมากมาย และยังสามารถเรียกว่า ครอบครัว ได้เสมอ การอยู่เพื่อลูกจึงเป็นข้ออ้างที่โดนตัดทิ้งอย่างแน่นอน”

ยังมีอีกหลายเหตุผล ทั้งการต้องพึ่งสภาพทางการเงินของผู้ก่อเหตุ หรือการหย่าร้าง ทำให้เกิดความอับอาย ไม่อยากโดนนินทา โดยเหตุผลทั้งหมดไม่ได้ทำเพื่อตัวเองเลย แต่เกิดจากความกลัว  ถ้าไม่ได้โดนกักขังหรือล่ามโซ่เหมือนบางคดีจริงๆ เหยื่อเหล่านี้สามารถเดินออกมาเองได้เลย แต่เลิกที่จะอยู่เอง

กรณีนี้ บางคนตกอยู่ในสถาวะ Dopamine Loop (เสพติดความเจ็บปวด) โดพามีน คือสารที่หลั่งออกมาตอนที่เรามีความสุข เช่น โดนทุบตบตี แต่พอสามีหายโกรธหรือหายโมโห ก็มาง้อมาขอโทษมาสำนึกซึ่งในตอนนี้ที่สาร Dopamine หลั่งออกมาก็จะทำให้มีความสุข คิดว่าสามีเปลี่ยนตัวเองได้จริงๆ จะไม่ทำแบบนี้กับเราอีกแล้ว แต่สุดท้ายก็โดนซ้อมเหมือนเดิม และก็จะเกิดการวนลูปแบบนี้เรื่อยๆ

อ.ตฤณห์ วิเคราะห์อีกเคสที่รุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้คือ สังหารทุบหัวพนักงานโรงแรมที่นอนหลับอยู่ที่ อ.หัวหิน  โดยตัวอาจารย์เองบอกว่า นานๆทีถึงจะเจอเคสที่เรียกว่า Over Kill (กระทำความรุนแรงเกินความจำเป็น) อย่างเคสนี้คือเหยื่อได้เสียชีวิตหรือได้หยุดต่อสู้ไปแล้ว แต่ผู้ก่อเหตุยังคงทุบไปที่ศีรษะของเหยื่อต่อไป  ซึ่งนั้นคือจุดตายของคนทุกคน  เป็นอีกหนึ่งเคสที่โหดเหี้ยมและมีความเป็นคนน้อยมากๆ เพราะจุดที่ทำร้ายหรือโจมตี สามารถสะท้อนจิตใจของผู้ก่อเหตุได้ด้วย พร้อมยกตัวอย่างคดีที่สามีใช้อิฐทุบใบหน้าภรรยาจนเสียชีวิตและนำไปเผา โดยสาเหตุที่ทุบบริเวณใบหน้านั้น เพราะคิดว่าตัวเองนั้นไม่คู่ควรกับภรรยา ภรรยาหน้าตาดีตรงข้ามกับตัวเอง จึงทำให้หึงหวงและรู้สึกด้อยกว่า หลายๆคดีจึงสามารถวิเคราะห์ได้จากบริเวณที่โจมตี โดยอาวุธที่ถูกหยิบมาใช้ก่อเหตุมากที่สุดคือปืน รองลงมาก็คือการบีบคอ ตามมาด้วยมีด สาเหตุที่การบีบคอนั้นสูงกว่ามีด เพราะว่ามือคืออาวุธที่ไม่ต้องเตรียมการ

ส่วนเรื่องการได้รับโทษของพวกที่ก่อเหตุรุนแรงโหดเหี้ยม อาจารย์มองว่า สังคมเราจะต้องอยู่กับบุคคลพวกนี้จริงๆหรอ? เพราะถ้าเป็นต่างประเทศเคสพวกนี้คือโดนประหารแน่นอน มีหลายคนมากมายที่พอออกมาจากการรับโทษก็มาก่อเหตุซ้ำ เราควรประเมินอย่างจริงจังโดยผู้เชี่ยวชาญ เรื่องอาชญากร ว่าคนไหนควรได้รับโอกาสและคนไหนที่ไม่ควร ยิ่งคนไหนมีปัญหาทางจิต ควรให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาดูแลรักษาอย่างเข้มงวด

อ.ตฤณห์ ได้ตั้งข้อสงสัยและตั้งคำถามว่า ขนาดมอเตอร์ไซส์รับจ้างยังต้องมีรถป้ายเหลือง ต้องมีหลักฐาน มากมาย แต่ข้าราชการ นักการเมืองท้องถิ่น จบ ม.6 หรือเทียบเท่า  ร้านสักต้องขออนุญาตมากมายเพื่อสัก แต่สำนักทรง กลับทำได้เลย ตนเองเป็นอาจารย์ต้องสอบมากมายต้องจบปริญญาเอก แต่หมอดูกลับดูได้เลยแม้ทำนายผิดก็ไม่ต้องถูกลงโทษ จึงอยากให้รัฐบาลมีกฎหมายครอบคลุมเรื่องพวกนี้ด้วย

สุดท้าย อ.ตฤณห์แนะนำวิธีที่จะทำให้เราปลอดภัยจากคนร้ายมากที่สุด คือ ให้เอาตัวเองออกมาจากตรงนั้นแต่ถ้ายังมีเวลาอยากให้วิเคราะห์และหนี ไม่แนะนำให้ต่อสู้อย่างแน่นอน ระวังตัวให้มากๆเช่น ถ้าเราจอดรถที่เปลี่ยวนานๆอยากให้สังเกตุรอบรถ ดูทั้งยางรถ มีของเหลวต่างๆไหลมั้ย ก่อนเข้าบ้านของเรามีอะไรผิดปกติหรือไม่ กล้องวงจรปิดไม่ได้ช่วยอะไรมาก เพราะประโยชน์ของมันคือหลังจากเหตุเกิดแล้ว แต่ไม่ได้ป้องกันการเกิดเหตุ พร้อมติถึงเคสการสังหารโหด ที่หน้าเคาเตอร์โรงแรม ในจ.ประจวบคีรีขันธ์ ว่า ทางโรมแรมเองเป็นโรงแรมเปิด 24ชม. แต่กลับไม่มี รปภ. อยู่ในบริเวณนั้น ถ้ารปภ.เกิดหลับขึ้นมา คือกลายเป็นเรื่องเลวร้ายทันที จากแค่งีบหลับกลับอาจทำให้คนตายได้เลย รปภ.บางที่มีหน้าที่เดียว คือรักษาความปลอดภัยของสถานที่นั้น ควรเป็นคนที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุดคนหนึ่งในองค์กร ทุกอาชีพในบ้านเมืองควรได้รับการประเมินเพื่อที่จะทำหน้าที่หรืองานของเราให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ชี้ชัดว่านักการเมืองใหญ่โตแค่ไหนก็ควรได้รับการตรวจสอบ ต้องมีหลักฐานว่าทำอะไรสำเร็จมาบ้าง ไม่ใช่สักแต่บอกว่าอยู่มานาน มีประสบการณ์อย่างเดียวมันไม่ได้ช่วยอะไร


คิดแบบอาชญากร “ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา” | อีจัน THE SERIES