อิ่มบุญที่ขอนแก่น! ทีมอีจัน ปิดออฟฟิศ มุ่งหน้าทำบุญวัดป่าธรรมอุทยาน (วันแรก)

เย้! นานทีจะมีโอกาสได้รวมตัวทีมอีจัน ได้ 20 กว่าชีวิต ปิดออฟฟิศ ตั้งใจมุ่งหน้าไปทำบุญ ที่วัดป่าธรรมอุทยาน จ.ขอนแก่น เราเดินทางตั้งแต่ช่วงเย็น ใช้เวลากว่า 6 ชั่วโมง ไปถึงที่ขอนแก่นเอาเกือบ ตี1
เข้าที่พัก พักผ่อนให้เต็มที่ เตรียมไปทำบุญวันรุ่งขึ้น

ภาพจากอีจัน

วัดป่าธรรมอุทยาน หรืออีกชื่อที่คุ้นหู คือ “วัดหลวงพ่อกล้วย” เนื่องจากวัดนี้มีหลวงพ่อกล้วยเป็นเจ้าอาวาสนั่นเอง

จันได้เข้าไปกราบหลวงพ่อ และท่านก็สอนธรรมะง่ายๆกับจัน เรื่องการเรียนรู้ตัวเอง เพราะชีวิตการเป็นนักข่าว ต้องคอยสืบหาเรื่องราวของคนอื่นตลอดเวลา จนลืมที่จะสืบใจของตัวเอง

ภาพจากอีจัน
ภาพจากอีจัน
ภาพจากอีจัน
ภาพจากอีจัน

การทำบุญครั้งนี้ไม่ใช่การถวายปัจจัย ข้าวของ หรือกราบพระขอพร อย่างที่คุ้นชิน แต่จันตั้งใจทำบุญแบบใช้แรงงาน ซึ่งหลวงพ่อมอบหมายให้เรา ไปเก็บหินอ่อนที่กองอยู่ด้านหลังวัดค่ะ งานนี้ได้รับบรีฟ วิธีทำงานจาก พระจิตร์ จิตตสังวโร หรือ หลวงพี่โก๋

ภาพจากอีจัน
ภาพจากอีจัน
หลวงพี่โก๋บอกว่า งานเก็บเศษหินอ่อนเป็นงานง่าย…แต่ยาก เพราะต้องทำท่ามกลางแดดร้อนจัด เราต้องคอยดูกายอย่าปล่อยให้ร่างกายร้อนเกินไป ต้องรู้จักหาที่ร่ม และต้องกินน้ำเยอะๆ ไม่เช่นนั้นจะป่วยได้ หลวงพี่โก่เล่าถึงความสำคัญของงานนี้ว่า หินอ่อนที่เราต้องเก็บนำไปเข้ากรุนี้ เดิมเป็นหินขนาดใหญ่ที่มาจากประเทศอิตาลี แล้วทำมาแกะเป็นพระพุทธรูป ซึ่งประดิษฐานอยู่ในโบสถ์ที่กำลังสร้าง หลวงพ่อกล้วยท่านมองการไกล ท่านเห็นว่าในอนาคต เศษหินที่เหลือจากการทำพระพุทธรูปนี้จะมีค่าอย่างยิ่ง จึงให้เก็บรักษาไว้ ขั้นตอนการเก็บก็ง่ายๆแค่เอาหินใส่กระสอบและยกกระกระสอบไปเทในกรุก็เท่านั้น โจทย์แค่ มันร้อนเหลือแค่ 40 องศาเบาๆ หลวงพี่โก๋ ยังสอนธรรมะง่ายๆ ให้เราอยู่กับปัจจุบัน การทำงานแบบนี้ สภาพอากาศแบบนี้ มันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะความลำบากมันเกิดจากความเคยชิน ชินกับการทำงาน ชินกับสถานที่ พอวันหนึ่งที่เรามาทำงานต่างที่ ความลำบากก็เกิดขึ้น เพราะความคิดต่างๆนาๆ ผุดขึ้นมาเยอะไปหมด คิดถึงอดีต คิดถึงอนาคต ฉะนั้นให้อยู่กับตัวเอง ให้รู้สึกตัวทุกขณะ จึงจะเป็นการทำงานด้วยการภาวนา
ภาพจากอีจัน
ภาพจากอีจัน


ถึงเวลาต้องเริ่มงาน…เมื่อไปถึงลานหินหลังวัด จันยืนมองลานกว้างที่เต็มไปด้วยเศษหินอ่อนสีขาวโพลน ความคิดที่ตามมาคือ จะทำอย่างไรให้จิตใจไม่กระเจิง ในระหว่างที่ต้องเก็บหิน แถมคลุกฝุ่น ท่ามกลางแดด ร้อน 40กว่าองศา มันค่อนข้างยากนะ แต่….การอยู่กับตัวเอง ตรงนั้น อย่างหลวงพี่โก๋สอน เก็บหินทีละก้อนอย่างรู้สึกตัว ไม่ต้องหักโหม ทำ…เท่าที่ไหว ก็พอช่วยได้บ้าง

ภาพจากอีจัน
ภาพจากอีจัน
ภาพจากอีจัน
ภาพจากอีจัน
ภาพจากอีจัน
ภาพจากอีจัน
ภาพจากอีจัน


เราเก็บหิน ท้าความร้อนจนเวลาล่วงเลยไปถึงบ่ายโมง ก็ถึงเวลาที่รอคอย คือเวลากินข้าวเติมพลังก่อนลุยต่อ เราก็วางกระสอบและเคลื่อนทัพไปยังโรงทานของวัด ซึ่งระหว่างทางเดินไปโรงทาน เราต้องข้ามสะพาน ซึ่งสะพานที่นี่ เป็นสะพานแห่งสติ ต้องก้าวอย่างระมัดระวัง หากก้าวพลาด ผลที่ตามมาคือ ขาตกช่อง หรือถ้าหนักสุดก็…ตกน้ำค่ะ

ภาพจากอีจัน
ภาพจากอีจัน
ภาพจากอีจัน
ภาพจากอีจัน
ภาพจากอีจัน
ภาพจากอีจัน
ภาพจากอีจัน
ภาพจากอีจัน
ภาพจากอีจัน
ภาพจากอีจัน
หลังจากกินข้าวแล้วเก็บหินอ่อนแล้ว เรายังมีอีกงาน คือ ช่วยหลวงพี่ต่อนั่งร้าน งานนี้เป็นการแก้ปัญหานกพิราบบุกศาลาฟังธรรม ซึ่งในตอนกลางคืนจะมีนกมานอนแล้วขี้ลงมา ทำให้เป็นภาระของแม่ชีต้อมาทำความสะอาด หลวงพี่จึงคิดวิธีเดินสายไฟกำลังต่ำล้อมศาลาไว้ หากนกบินมาเกาะ จะทำให้นกตกใจแล้วนบินหนีไป และนั้นคือที่มาของการต่อนั่งร้าน สูงกว่า 5 ชั้น

แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น เราต้องต่อนั่งร้านเสียก่อน งานหนักมาแล้วสิ งานต่อนั่งร้านก็ไม่เคยทำ งานนี้ต้องฮึดสู้กันสักตั้ง….ยิ่งต่อสูงขึ้น ความเสี่ยงก็มากขึ้น สติต้องมีมากกว่าเดิม แต่อยากจะบอกว่า พอได้ทำก็สนุกและเสียวมาก แถมนึกอยู่ในใจตลอดว่า เป็นการทำบุญครั้งแรกที่แตกต่างและสุดยอดไปเลย

ภาพจากอีจัน
ภาพจากอีจัน
ภาพจากอีจัน


ช่วงเช้าเก็บหิน ช่วงบ่ายต่อนั่งร้าน แต่พลังยังไม่หมด…. กลางคืนเรามาสนทนาธรรม กับ แม่ชีจอยกันต่อ เวลาประมาณ 1ทุ่ม ทุกคนมารวมตัวกันที่หน้าหลวงปู่ใหญ่ ที่นี่เราได้พบกับแม่ชีจอย ท่านสอนให้เรารู้จักคำว่า “สติ”

สติ คือการรู้สึกตัว รู้ลมหายใจ รู้การเคลื่อน ณ ปัจจุบันขณะของตัวเองว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ นั่นแหละคือ “มีสติ”

ภาพจากอีจัน
ภาพจากอีจัน


เรานั่งสนทนากับแม่ชีอยู่ครู่ใหญ่ แม่ชีก็เริ่มให้เราทำกิจกรรมด้วยหัวข้อที่ว่าด้วยเรื่อง “สติ” ที่สั้นแต่ทำยากเหลือเกิน เริ่มจากการก้าวย่างรอบหลวงปู่ใหญ่ แต่ละก้าว ต้องอยู่กับตัวเอง รู้ทุกขณะก้าว ไม่ปล่อยจิตออกนอก แค่นั้น เหมือนง่ายแต่ช่างยากเหลือเกิน…เดินอยู่สักพัก ก็พอทำได้บ้าง ใจสงบลงได้นิดหน่อย (ก็ยังดี)

ภาพจากอีจัน

จากนั้นก็ถึงกิจกรรมไฮไลท์ ถึงตอนนี้แม่ชีเล่าถึงประวัติวัดป่าธรรมอุทยาน เดิมเป็นป่าช้าเก่า หลวงพ่อกล้วยเป็นผู้บุกเบิกเข้ามาศึกษาธรรมะเพื่อละความกลัวของตัวเอง ย้อนกลับไป หลวงพ่อกล้วย เข้ามาที่นี่เพราะอยากรู้ว่า “ผี” มีจริงหรือไม่ ความกลัวของท่านเกิดจากอะไร ท่านเดินไปที่หลุมศพแล้วยืนทำสมาธิ จากนั้นนอนคว่ำหน้าเข้าหาศพหลุมนั้นจนกว่าท่านจะหายกลัว จึงรู้ว่าความกลัว คือความคิดที่จิตปรุงแต่งขึ้นมา

เหมือนใจจันจะเดาถูก กิจกรรมต่อไปคือการเดินเข้าป่าช้าทีละคน ย้ำว่าทีละคน ให้เดินเข้าไปอย่างมีสติ และสังเกตว่าสิ่งที่เราคิด (ผี) มีจริงหรือไม่…หลังจากได้ยินชื่อกิจกรรมเท่านั้นแหละ จิตใจจันก็ปรุงแต่งขึ้นมาทันทีและเยอะไปหมด เท่าที่ประสบการณ์ชีวิตนี้จะคิดได้

ภาพจากอีจัน


ถึงเวลาปล่อยแถวเดินเช้าป่าช้า ทีละคน เมื่อถึงคิวหลังหายใจเข้า – ออก ลึกๆ ทำใจอยู่พักใหญ่สติก็มา ( นิดหน่อย ) พร้อมเดินด้วยความรู้ตัว เข้าสู่ป่าช้าอย่างช้าๆ พยายามมีสติทุกย่างก้าว ไม่คิดปรุงแต่ง แต่แค่กิ่งไม้เกี่ยวหน้าก็ทำให้จันหยุดชะงักลงทันที จิตใจปรุงแต่งขึ้นมาอีกแล้ว (กลัวมาก) จากนั้นก็ตั้งสติพยายามมองไปข้างหน้าท่ามกลางความมืด เห็นเงาลางๆก็พอรู้ว่านั่นคือ หลุมศพ ก็นึกถึงตอนที่มีคนเล่าว่า เดินเข้าไปหากเจอหมวกกันน็อกสีแดงก็แสดงว่า นั่นคือหลุมศพ…อ้อ! เรามาถึงแล้วสินะ ใช่ ชัดเลย หมวกกันน็อกแดง และตรงนั้นคือ หลุมศพ จริงๆ แน่นอนค่ะ ใจจันปรุงแต่งขึ้นมาอีกแล้ว ก็พยายามเรียกสติกลับมาแล้วยืนทำสมาธิอยู่ตรงนั้นสักพัก ให้จิตใจหายปรุงแต่ง แล้วเดินกลับออกมา…แต่ก็ไม่ลืมยกมือขึ้นไหว้ขอขมา ว่าจัน ไม่ได้มาลบหลู่ เพียงแค่เข้ามาศึกษาความสงบ และสติ เท่านั้น

ภาพจากอีจัน


จากนั้นทุกคนกลับออกมาเล่าให้แม่ชีฟังว่า ความรู้สึกตอนเข้าไปในป่าช้าเป็นอย่างไร เจอสิ่งที่กลัวหรือไม่ มีสติมากน้อยแค่ไหน ซึ่งแม่ชีก็พยายามสอนว่า ทุกสิ่งอย่างเกิดจากจิตใจของเราที่ปรุงแต่งขึ้นมาเอง ทั้งๆที่ความจริงไม่มีอะไร หลายคนจัดการความกลัวได้ในระดับดี และก็ยังมีอีกหลายคนที่ต้องลดการปรุงแต่งในใจให้ได้มากกว่านี้
สุดท้ายแล้วจันอยากจะบอกว่า ทริปทำบุญนี้ดึงสติจันกลับมาได้เยอะเลยทีเดียว มีโอกาสต้องไปลองดูนะ แล้วจะรู้

ทริปธรรมมะยังไม่จบแค่นี้ โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ