อนุทิน สั่งชุด “ตัดหมอกเวียงแหง” ปรามเเก๊งทุจริตให้คนต่างด้าว
พอลลี่ อีจัน
20 พฤศจิกายน 2568

รวบทั้งหมด! เจ้าหน้าที่รวม 10 คน โดนคดีรับเงินต่างด้าว ทำบัตรสวมชื่อคนไทย
วันนี้ (20 พ.ย.68) DSI กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ออกมาเปิดเผยการดำเนินคดีกับขบวนการนำคนต่างด้าวมาสวมตัวและทำหลักฐานเท็จ ในพื้นที่ อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ รัฐบาลสั่งเร่งจัดการปัญหาการทุจริตเกี่ยวกับการขอมีสถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยไม่ชอบ โดยได้มีการจัดชุดปฏิบัติการ “ตัดหมอกเวียงแหง ปราบปรามขบวนการทุจริตเพื่อให้คนต่างด้าวมีสิทธิอาศัยถาวรในประเทศไทย” เพื่อดำเนินคดีกับขบวนการนำคนต่างด้าวมาสวมตัว และทำหลักฐานเท็จ ในพื้นที่อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงาน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ขออนุมัติหมายจับจากศาลเพื่อจับกุมบุคคล จำนวน 28 ราย โดยจับได้ทั้งหมด 12 ราย จาก 28 ราย ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ของรัฐและบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง 10 ราย กลุ่มนายหน้า 1 ราย และบุคคลต่างด้าว 1 ราย และขออนุมัติหมายค้นเพื่อเข้าค้นสถานที่ จำนวน 12 แห่ง โดยขบวนการนี้ยังเชื่อมโยงกับคดีในพื้นที่ปทุมธานีที่มีการโฆษณารับทำบัตรประจำตัว ประชาชนผ่านแพลตฟอร์ม “เสี่ยวหงชู (XiaoHongShu)” ของจีน นับได้ว่าเป็นองค์กร อาชญากรรมข้ามชาติที่ต้องถูกจัดการอย่างเด็ดขาด เนื่องจากมีผลกระทบกับทางเศรษฐกิจ ของประเทศไทยอย่างมหาศาล โดยมีมูลค่าความเสียหายนับพันล้านบาท



เมื่อเกิดเหตุนี้ไม่รอช้า รัฐบาลสั่งการให้กระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดปฏิบัติการกวาดล้างเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศทันที เพิกถอนทุกรายการทางทะเบียนที่ได้มาโดยมิชอบ และดำเนินคดีทั้งทางวินัยและอาญากับเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยไม่ละเว้น พร้อมกันนี้ ได้มอบหมายให้สำนักงานป้องกันและ ปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) วิเคราะห์รูปแบบธุรกรรมทางการเงิน และตรวจสอบเส้นทาง การเงินอย่างละเอียดถี่ถ้วน หากมีพฤติการณ์เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน หรือความผิดมูลฐาน ให้ ปปง.ดำเนินการ ยึดและอายัดทรัพย์สิน และดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดจนถึงที่สุด
ในขณะเดียวกัน อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตเรียกรับผลประโยชน์ในการขอมีสถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 ต.ค.67 ที่ผ่านมา โดยได้มอบหมายให้ นายวิฑูรย์ สิรินุกุล รองอธิบดีกรมการปกครอง ฝ่ายการทะเบียนและเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการสืบสวน “ตัดหมอกเวียงแหง ปราบปรามขบวนการทุจริตเพื่อให้คนต่างด้าวมีสิทธิอาศัยถาวรในประเทศไทย” ลงพื้นที่อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าวอย่างเร่งด่วน ซึ่งจากการตรวจสอบทั้งหมดชี้ชัดว่าปัญหานี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่การทุจริตในประเทศ (ส่วยสัญชาติ) แต่ขยายตัวจนกลายเป็น “อาชญากรรมระหว่างประเทศ” กระทบต่อความมั่นคงของไทยโดยตรงจึงต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนและไร้ข้อยกเว้น ทั้งเพื่อหยุดยั้งเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ และเพื่อไม่ให้ประเทศไทยหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตกอยู่ในสถานะผู้สนับสนุนการกระทำผิดโดยไม่ตั้งใจ โดย อ.เวียงแหงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการกวาดล้างครั้งใหญ่

สำหรับเหตุการณ์ในพื้นที่ อ.เวียงแหง เราได้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐกลุ่มนายหน้าและคนต่างด้าว ในความผิดฐาน ร่วมกันกระทำการเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นมีชื่อหรือมีรายการในทะเบียนบ้านหรือเอกสารการทะเบียนราษฎรอื่นโดยมิชอบ ตามมาตรา 50 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติ การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 และเป็นเจ้าพนักงานทำเอกสารเท็จและเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้น การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต ตามมาตรา 162 และมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ฯลฯ หลังจากนี้ กรมการปกครองจะเพิกถอนรายการทางทะเบียนที่ทุจริตทั้งหมด และจะมีการสอบสวนขยายผลเพิ่มเติม และจะไปตรวจสอบท้องที่อื่นที่มีกลุ่มเป้าหมายนี้อีก โดยหากตรวจพบว่ามีความเกี่ยวข้องกับผู้ใดหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ จะมีการจับกุมและดำเนินคดีโดยเด็ดขาด รวมทั้งหากมีผู้กระทำความผิดรายใดเป็นบุคคลที่ได้รับสัญชาติไทยในภายหลัง เเต่กรมการปกครองจะดำเนินการเพิกถอนสัญชาติไทยโดยทันที ตลอดจนกรณีนี้ยังเข้าข่ายเป็นความผิดมูลฐานของการฟอกเงิน ที่จะมีการส่งข้อมูลให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบเส้นทางการเงินกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกราย
โดย กรมการปกครอง จะเดินหน้าทำหน้าที่สำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้ประชาชน พร้อมยกระดับการรับมืออาชญากรรมสมัยใหม่อย่างเป็นระบบ โดยเน้นครบทั้ง การรู้เท่าทัน (Awareness) การป้องกัน (Prevention) และ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด (Enforcement) เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น “พื้นที่ปลอดภัยจากสแกมเมอร์” ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาแบบยั่งยืน ในสองมิติหลัก ได้แก่ การป้องกันการทุจริตในกระบวนงาน และการป้องกันการเรียกรับผลประโยชน์


โดยปัจจุบัน กรมการปกครองได้ดำเนินมาตรการสำคัญแล้ว ได้แก่
(1) ระบบแจ้งเตือนความผิดปกติทางทะเบียน (Registration Alert System) ระบบนี้ช่วยตรวจจับความผิดปกติของสถิติงานทะเบียน และส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้ตรวจสอบผ่านมือถือและแอปพลิเคชัน ThaiD ให้สามารถตรวจสอบได้ทันที
(2) ระบบกล้องวงจรปิด (CCTV Evidence System) สำนักทะเบียนในพื้นที่
สีแดง โดยได้ติดตั้งกล้องวงจรปิดครอบคลุมทุกจุดบริการ เก็บภาพไม่น้อยกว่า 3 เดือน และสามารถดึงขึ้นมาตรวจสอบย้อนหลังได้ เพื่อใช้เป็นหลักฐานดำเนินคดีอย่างโปร่งใส
(3) การยกระดับ Digital Literacy และการแจ้งเหตุออนไลน์ ผ่านกลไกของกรมการปกครองทั่วประเทศ พร้อมช่องทางแจ้งเหตุ สายด่วน 1441 ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด/อำเภอ และศูนย์ดำรงธรรม กรมการปกครอง (วังไชยา)
(4) การเปิดช่องทางแจ้งเบาะแสแบบนิรนาม เพื่อให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ ได้มีส่วนร่วมในการปกป้องประเทศ โดยไม่ต้องเปิดเผยตัวตน
ตามที่อนุทิน ชาญวีรกูล ได้สั่งการให้กรมการปกครอง เร่งรัดแก้ไขปัญหาเครือข่ายองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติโดยเฉพาะการสวมตัวของผู้ที่ไม่มีสิทธิและการทุจริตเรียกรับผลประโยชน์ในการขอมีสถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายตามมติคณะรัฐมนตรีนั้น ชุดปฏิบัติการสืบสวน ภายใต้การอำนวยการของนายวิฑูรย์ สิรินุกุล ฝ่ายการทะเบียนและเทคโนโลยีสารสนเทศ ลงพื้นที่อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยจากการตรวจสอบ พบว่า มีกลุ่มนายหน้าร่วมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริต นำคนต่างด้าวซึ่งไม่มีคุณสมบัติตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว มาทำการสวมตัวและทำหลักฐานเท็จ โดยออกใบสำคัญถิ่นที่อยู่ถาวร จำนวนอย่างน้อย 16 รายการ
กลุ่มนายหน้าและคนต่างด้าว ในความผิดฐาน
– ร่วมกันกระทำการเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นมีชื่อหรือมีรายการในทะเบียนบ้าน หรือเอกสารการทะเบียนราษฎรอื่นโดยมิชอบ ตามมาตรา 50 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติ การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 และ
– เป็นเจ้าพนักงานทำเอกสารเท็จและเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต ตามมาตรา 162 และมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
ในชั้นสอบสวนได้มีการบูรณาการ 5 หน่วยงาน ประกอบด้วย กรมการปกครอง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (บก.ปปป. บช.ก.) ป.ป.ช. ป.ป.ท. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ซึ่งได้ร่วมกันสืบสวนสอบสวน และรวบรวมพยานหลักฐาน จนนำมาสู่การขออนุมัติหมายจับบุคคล จำนวน 28 รายประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ของรัฐ จำนวน 11 ราย (แบ่งเป็นปลัดอำเภอ 2 ราย ลูกจ้างอำเภอ 4 ราย และกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จำนวน 5 ราย) นายหน้าและบุคคลต่างด้าว เเละอีกจำนวน 17 ราย ซึ่งในจำนวนนี้จากการตรวจสอบเปรียบเทียบภาพใบหน้าและลายนิ้วมือจากฐานข้อมูล ระบบไบโอเมตริกซ์ (Biometrics) ของกรมการปกครองและสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ปรากฏว่าพบบุคคลมีหนังสือเดินทางสัญชาติจีน จำนวน 3 รายการ
โดยเมื่อวันที่ 18 พ.ย.68 ทั้ง 5 หน่วยงานเปิดปฏิบัติการ “ตัดหมอกเวียงแหง ปราบปรามขบวนการทุจริตเพื่อให้คนต่างด้าว ได้สถานะอยู่อาศัยถาวรในประเทศไทย” โดยแบ่งกำลังออกเป็น 12 ชุด ดำเนินการ ดังนี้
1. ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและบุคคล
ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ในพื้นที่ต่าง ๆ รวมจำนวน 12 รายได้แก่
1.1 ในพื้นที่ อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา จำนวน 1 ราย
1.2 ในพื้นที่ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 1 ราย
1.3 ในพื้นที่ อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 8 ราย
1.4 ในพื้นที่ กรุงเทพมหานคร จำนวน 1 ราย
1.5 ในพื้นที่ จังหวัดสมุทรสาคร จำนวน 1 ราย
2. ทำการตรวจค้นพื้นที่จำนวน 12 แห่งพบพยานหลักฐานสำคัญ เช่น
2.1 ที่บ้านของนายหน้า
2.1.1 พบอาวุธปืน รวม 8 กระบอก ดังนี้ – อาวุธปืนพกสั้น จำนวน 5 กระบอก
(1) ปืนพกสั้น จำนวน 5 กระบอก
(2) ปืนยาว (ลูกซอง) จำนวน 2 กระบอก
(3) ปืนเดี่ยวลูกกรด จำนวน 1 กระบอก
2.1.2 เครื่องกระสุนปืนอีกจำนวนมาก
2.1.3 สมุดบัญชีธนาคาร และ
2.1.4 เอกสารแบบคำขอแบบ 89
2.2 ที่บ้านของผู้ใหญ่บ้าน
2.2.1 พบอาวุธปืน รวม 3 กระบอก ดังนี้
– อาุวธปืนลูกกรด จำนวน 1 กระบอก
(1) ปืนยาว (ลูกซอง) จำนวน 1 กระบอก
(2) อาวุธปืนยาวเดี่ยวไรเฟิล 5.56 พร้อมแมกกาซีน จำนวน 1 กระบอก
2.2.2 เครื่องกระสุนปืนจำนวนหนึ่ง
2.2.3 หนังสือรับรองการเกิดบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน และ
2.2.4 แบบพิมพ์ทะเบียนประวัติผู้ใช้แรงงานจากประเทศเมียนมา
2.3 ที่ว่าการอำเภอเวียงแหง
2.3.1 แบบคำขอมีสัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรค 2 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.2508 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 67) จำนวน 547 ชุด
2.3.2 แบบคำขอมีสัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรค 2
แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.2508 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (มติเดิม) จำนวน 378 ชุด
2.3.3 แบบคำขอสถานะต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย จำนวน 3,199 ชุด
2.3.4 แบบคำขอมีบัตรประจำตัวบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน จำนวน 3,480 ชุด
2.3.5 แบบคำขอคืนรายการบุคคล จำนวน 191 ชุด
2.3.6 แบบคำขอเปลี่ยนสถานะบุคคลด้วย ท.ร.98 จำนวน 41 ชุด
2.3.7 แบบคำขอแก้ไขรายการบุคคลในฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร จำนวน 1,364 ชุด
2.3.8 USB ข้อมูลการทำงานของผู้ต้องหาตามหายจับ (อดีตเจ้าหน้าที่ทะเบียน) จำนวน 1 ชิ้น
2.3.9 สมุดคุมรายการปลดล็อคประเภท 0-89 และประเภท 6 ที่ถูกจำหน่ายรายการ จำนวน 1 เล่ม
3. นำตัวผู้ถูกจับกุมและของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.)โดยมีการแจ้งข้อหาที่สำคัญ ดังนี้
3.1 เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ และมาตรา ๘๓
3.2 เป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใด
ในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความ เสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นความผิด
ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
พ.ศ.๒๕๖๑ มาตรา ๑๗๒ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓
3.3 เป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๖๒
3.4 ร่วมกัน ทำ ใช้ หรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จ หรือกระทำการเพื่อให้ตนเอง หรือผู้อื่นมีชื่อหรือมีรายการอย่างหนึ่งอย่างใดในทะเบียนบ้านหรือเอกสารการทะเบียนราษฎรอื่นโดยมิชอบ เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ มาตรา ๕๐
สำหรับบุคคลที่พบว่ามีหนังสือเดินทางสัญชาติจีน จำนวน 3 รายนั้น จากฐานข้อมูลสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองพบว่า ทั้ง 3 ราย ได้เดินทางหลบหนีออกจากประเทศไทยไปแล้ว หลังจากการจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับและตรวจค้นสถานที่ต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้น ได้พบพยานหลักฐานเชื่อมโยงถึงนายอำเภอเวียงแหง และนายหน้าของขบวนการ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ขออนุมัติหมายจับนายอำเภอเวียงแหงและบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องดังกล่าวต่อศาล โดยนายอำเภอเวียงแหงได้เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนและรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว ส่วนนายหน้าของขบวนการจะเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ทั้งนี้กรมการปกครอง ได้มีคำสั่งย้ายนายอำเภอเวียงแหง และปลัดอำเภอที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไปช่วยราชการที่กรมการปกครองแล้ว เพื่อไม่ให้มีการเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ที่สำคัญในคดีและกองการเจ้าหน้าที่ จะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อดำเนินการทางวินัยโดยเด็ดขาดต่อไป
เดี๋ยวเราจะต้องตามต่อนะคะว่าจะเป็นยังไงต่อไป