ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เปิดสถิติ 4 เดือนแรก ปี 2569 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 30 เม.ย. 2569 พบคดีออนไลน์รวม 121,921 คดี มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 7.48 พันล้านบาท แม้แนวโน้มภาพรวมเริ่มลดลง หลังมีการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการป้องกันเข้มข้นมากขึ้น
สำหรับรูปแบบการหลอกลวง แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
กลุ่มที่ 1 “หลอกซื้อขายสินค้าและบริการ” ยังเป็นประเภทที่มีจำนวนคดีมากที่สุด พบถึง 85,215 คดี หรือคิดเป็น 69.9% ของคดีทั้งหมด ความเสียหายเฉลี่ยต่อคดีอยู่ที่ 15,727 บาท โดยสถิติคดีจะเพิ่มขึ้นตามช่วงเทศกาลและฤดูกาลซื้อของออนไลน์ จุดสูงสุดอยู่ในเดือน มี.ค. 2569 มี 22,908 คดี มูลค่าความเสียหายรวม 353.3 ล้านบาท ก่อนจะลดลงในเดือน เม.ย. เหลือ 20,823 คดี ความเสียหาย 288.3 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากมาตรการเตือนภัยและพฤติกรรมการซื้อขายที่ชะลอลงหลังเทศกาล
กลุ่มที่ 2 “หลอกลงทุนและผลประโยชน์” แม้จำนวนคดีจะน้อยกว่า แต่กลับสร้างความเสียหายสูงที่สุด รวมกว่า 5,997.7 ล้านบาท หรือคิดเป็น 80.2% ของมูลค่าความเสียหายทั้งหมด โดยมีค่าเสียหายเฉลี่ยต่อคดีสูงถึง 166,449 บาท มากกว่ากลุ่มซื้อขายสินค้ากว่า 10 เท่า อย่างไรก็ตาม แนวโน้มคดีเริ่มลดลงต่อเนื่อง จาก 10,146 คดี ในเดือน ม.ค. ลดเหลือ 6,642 คดี ในเดือน เม.ย. หรือลดลงประมาณ 34.5% ภายใน 4 เดือน
ส่วนกลุ่มที่ 3 คือ “การโจมตีทางเทคนิคเชิงรุก และคดีฉ้อโกงเทคโนโลยี” แม้จะมีจำนวนคดีน้อยที่สุด เพียง 673 คดี หรือ 0.55% ของทั้งหมด แต่กลับมีมูลค่าความเสียหายเฉลี่ยต่อคดีสูงที่สุดถึง 211,686 บาท โดยเฉพาะในเดือน มี.ค. พบ 385 คดี ความเสียหายรวม 87.7 ล้านบาท ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการโจมตีแบบ Phishing, การแฮ็กข้อมูล และ Ransomware หรือการเรียกค่าไถ่ข้อมูล
ทั้งนี้ ACSC เตือนประชาชนและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SME ให้ระมัดระวังการกดลิงก์แปลก การกรอกข้อมูลส่วนตัว หรือการหลงเชื่อบุคคลที่แอบอ้างเป็นหน่วยงานต่างๆ พร้อมแนะนำให้ตรวจสอบข้อมูลบริษัทลงทุนผ่านระบบ SEC Check First ก่อนทุกครั้ง และอย่าโอนเงิน หากยังไม่ได้ตรวจสอบบัญชีปลายทางอย่างละเอียด
ย้ำหลักสำคัญ “ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน” เพื่อป้องกันตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพออนไลน์ในทุกรูปแบบ
