จากห้องขังสู่ชีวิตจริง! รู้จัก “กำไล EM” อิสรภาพของผู้ต้องขังนอกเรือนจำ 

จากห้องขังสู่ชีวิตจริง! รู้จัก กำไลอีเอ็ม (EM) อิสรภาพของผู้ต้องขัง ทางเลือกแทนการจำคุก เพื่อลดความแออัดในเรือนจำ มาตรการที่ไม่ได้ใช้กับทุกคน

จากกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำกลางคลองเปรม หลังรับโทษในเรือนจำรวม 243 วัน ภายใต้เงื่อนไขพักการลงโทษและมาตรการควบคุมตามกฎหมาย วันนี้ (11 พ.ค. 2569) เมื่อเวลา 07.40 น.  

จากนั้นขึ้นรถมุ่งหน้าไปยังสำนักงานคุมประพฤติ กรุงเทพมหานคร 1 เขตบางกอกน้อย เพื่อรายงานตัวในการติดกำไล EM และเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการก็จะเดินทางเข้าบ้านจันทร์ส่องหล้า 

‘อีจัน’ พาไปรู้จักกำไลอีเอ็ม (EM) มาตรการทางเลือกแทนการจำคุก เพื่อลดความแออัดในเรือนจำกันค่ะ 

กำไล EM คืออะไรและทำงานอย่างไร? 

กำไล EM คืออุปกรณ์ส่งสัญญาณที่สวมติดตัว (มักเป็นข้อเท้า) มีความทนทานและยากต่อการทำลาย ทำหน้าที่ส่งสัญญาณผ่านระบบเครือข่ายไร้สายไปยัง ศูนย์ควบคุม (EM Center) ของกรมคุมประพฤติ เพื่อติดตามตำแหน่งและพฤติกรรมของผู้สวมใส่ตลอด 24 ชั่วโมงแบบเรียลไทม์ เทคโนโลยีนี้ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถกำหนดเงื่อนไขการใช้ชีวิตได้ เช่น การจำกัดพื้นที่ (Geo-fencing) ห้ามออกนอกเขตจังหวัด หรือห้ามเข้าใกล้บ้านผู้เสียหาย 

ใครคือกลุ่มเป้าหมาย? 

มาตรการนี้ไม่ได้ใช้กับผู้กระทำผิดทุกคน แต่เน้นไปที่ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่: 

1.  ผู้ที่ได้รับสิทธิพักการลงโทษ: ผู้ต้องขังที่มีความประพฤติดีและผ่านโปรแกรมพัฒนาพฤตินิสัยเข้มข้น 

2. ผู้รอการลงอาญา: เพื่อใช้แทนการจำคุก ลดความแออัดในเรือนจำ และป้องกันการเรียนรู้พฤติกรรมผิดๆ ในคุก 

3.  ผู้ถูกปล่อยตัวชั่วคราว: เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ทำให้ผู้ต้องหาที่ไม่มีเงินประกันตัวสามารถรับอิสรภาพชั่วคราวได้โดยใช้อุปกรณ์นี้แทนหลักทรัพย์ 

ทั้งนี้ กำไล EM ไม่ใช่แค่เครื่องมือควบคุม แต่คือโอกาสในการเริ่มต้นใหม่ 

ระยะเวลา 1 ปีแรกหลังปล่อยตัวคือช่วงที่เสี่ยงที่สุดในการทำความผิดซ้ำ กำไล EM จึงทำหน้าที่เป็น “กำแพงที่มองไม่เห็น” ช่วยให้ผู้กระทำผิดได้กลับไปทำงาน เลี้ยงดูครอบครัว และค่อยๆ ปรับตัวเข้าสู่สังคมภายใต้สายตาแห่งความยุติธรรม 

โดยข้อมูลจากกระทรวงยุติธรรม พบว่า ผู้ที่ใส่กำไล EM ส่วนใหญ่มีการเคารพกฎระเบียบสังคมมากขึ้น กลับบ้านตรงเวลา และขับขี่ดีขึ้น เนื่องจากตระหนักว่าถูกจับตามองอยู่ตลอดเวลา สิ่งนี้สะท้อนว่า “ความยุติธรรม” ไม่ได้หมายถึงเพียงการลงโทษในกรงขัง แต่คือการสร้างเส้นทางให้คนผิดได้กลับตัวเป็นคนดีของสังคมอีกครั้ง โดยมีเทคโนโลยีเป็นสายใยแห่งความเชื่อมั่นที่ผูกโยงพวกเขากับระบบยุติธรรมอย่างเสมอภาคอีกด้วยค่ะ