วันนี้ (30 พ.ย. 61) นายอรรถพล เจริญชันษา รองอธิบดีกรมป่าไม้ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า (ศปก.พป.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยพลตำรวจตรีปัญญา ปิ่นสุข ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ผู้อำนวยการสำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า และพันเอกพงษ์เพชร เกษสุภะ หัวหน้าชุดปฏิบัติการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 4 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ศปป.4 กอ.รมน.) ร่วมกันชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีมีกลุ่มบุคคล สื่อมวลชน เสนอข้อความอันเป็นเท็จ โจมตีการทำงานของชุดปฏิบัติการของศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า

โดยเนื้อหาข้อความระบุว่า “เมื่อไม่นานมานี้มีข่าวคราวชุดเฉพาะกิจชุดหนึ่งของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จับกุมพ่อค้าไม้ที่ดำเนินธุรกิจกว้านซื้อไม้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไม้ผิดกฎหมาย เพื่อส่งขายต่างประเทศ โดยภายหลังได้ทราบว่าทำกันเป็นขบวนการ ชื่อว่าขบวนการมู่หลาน โดยถูกขยายผลพบว่า มีอีกหลายบริษัทที่ดำเนินการเช่นนี้ ล้วนเป็นกระบวนการใหญ่ มีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องมากมาย เงินลงทุนก้อนโตและทำมานาน โดยมีการส่งไม้ออกไปต่างประเทศแล้วจำนวนมหาศาล


อย่างไรก็ตามการทลายขบวนการมู่หลาน ได้สร้างข้าราชการนายหนึ่งเป็น วีรบุรุษ ขึ้นมา ว่าเป็นผู้ทลายแก๊งนี้ ได้รับบำเหน็จสนับสนุนให้เติบโต ฝ่ายการเมืองก็หลุดพ้นจากคำนินทาว่า เก่งแต่อีเว้นท์ไปได้ชั่วคราว เพราะมีการสร้างข่าวจับกุมขบวนการมู่หลานขึ้นมาก การจับกุมขบวนการไม้ข้ามชาติ มีการยึดไม้ของกลางและอายัดไว้ปริมาตรประมาณหลายร้อยลูกบาศก์เมตร เป็นเงินเมื่อส่งออกไปต่างประเทศได้แล้วหลายร้อยล้านบาท มีข่าวเล็ดลอดมาตลอดเวลาว่า มีการวิ่งเต้นด้วยให้มีการถอนอายัดไม้ที่ถูกยึดไว้ทั้งหมด มีเงินติดปลายนวมถึง 100 ล้านบาท มาล่อใจ แต่ผมไม่มีข้อมูลต่อไปว่า ขณะนี้มีการดำเนินการอย่างไรกับไม้ชุดนี้ ถอนอายัดไปแล้วหรือไม่ หรือยังอยู่ที่เดิม”
ขอท่านนายกฯ ส่งคนของท่านตามไปดูเถอะครับ ท่านจะได้ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด แต่อย่าใช้
คนในกระทรวง ทส. เด็ดขาด เพราะวันนี้หาคนทำตามมนโยบายของท่านได้ยากมากแล้ว ขอท่านได้จริงจังโดยใช้คนภายนอก หากพบความผิดก็ให้กวาดล้างให้หมดสิ้น เพื่อให้เป็นผลงานของท่าน ผมพร้อมจะร่วมมือ หากผมมีโอกาสกลับไปเป็นนักการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง จะอภิปรายเปิดโปงกระบวนการเหล่านี้ เพื่อช่วยท่านนายกฯ ขจัดคนพวกนี้ให้สิ้นซาก เพื่อทำให้แผ่นดินสูงขึ้น และป่าไม้จะได้เหลืออยู่ให้ลูกหลานและแผ่นดินต่อไป”

ซึ่งข้อเท็จจริงนั้น ขบวนการค้าไม้ข้ามชาติเครือข่ายมู่หลาน มีการทำไม้ข้ามชาติมานาน โดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย จนมาถึงสมัยรัฐบาล คสช.ที่มีคำสั่งและนโยบายและการบูรณาการหน่วยงานที่ชัดเจน ให้จัดการกับกลุ่มที่กระทำผิดกฎหมายต่อทรัพยากรธรรมชาติในรูปแบบต่างๆ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนสามารถตามจับกลุ่มขบวนการค้าไม้ข้ามชาติเครือข่ายมู่หลานได้ และได้ตัวการที่เกี่ยวข้องทั้งชาวต่างชาติและคนไทย คือนายเฉิน หง หม่า นายทุนชาวจีน นายมิน ซอ นายเชด ทู นายละเมว คนงานชาวเมียนมา ทั้งหมดถูกจับกุมภายในโกดังที่แพรกษา รวมถึงจับกุมนายทหารนอกราชการ พลอากาศเอกสุรชัย คงเทศ หรือเสธ.บอย ซึ่งมีชื่อเป็นผู้เช่าโกดังที่แพรกษา และได้ดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับเจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้ ที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวของ
กับขบวนการค้าไม้ข้ามชาติ เช่นในพื้นที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ได้มีคำสั่งไล่ออกพร้อมแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ชร.4(หาดไคร้) 3 คน พร้อมสั่งย้ายหัวหน้าหน่วย ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ได้มีคำสั่งย้ายเจ้าหน้าที่ระดับหัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่าจำนวน 2 นาย พร้อมเจ้าหน้าที่ระดับล่างอีก 1 นาย หลังพบข้อมูลว่า มีการปล่อยปละละเลยให้มีการตัดไม้

นายชีวะภาพ หน.ชุดพยัคฆ์ไพรกล่าวถึงข้อความดังกล่าวว่า มีคอลัมนิตส์บางสื่อ ที่เขียนเสนอว่าชุดทำงานรับเงินจากเครือข่ายมู่หลาน จำนวน 30 ล้านบาท และช่วยเหลือให้ผู้ต้องหาหลบหนี ซึ่งในวันนี้ที่เราถูกรังแกแบบนี้ก็ยอมไม่ได้ ที่ผ่านมาไม่เคยออกมาตอบโต้ แต่ครั้งนี้คงนิ่งเฉยไม่ไหว และขอประกาศผ่านสื่อตรงนี้ว่า จะตามกระชากหน้ากากผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีให้ร้ายชุดทำงานออกมาให้ได้ มีอะไรให้ออกมาพูดกันอย่าลับหลังเป็นนักเลงคีย์บอร์ด และจะดพเนินคดีทางอาญาให้ถึงที่สุดไม่ว่าจะเป็นใคร
ด้านนายอรรถพล รองอธิบดีกรมป่าไม้ เผยว่า ที่ผ่านมาคอลัมนิสต์ดังกล่าว เขียนข่าวนำเสนอลักษณะโจมตีชุดทำงานมาโดยตลอด ซึ่งก็ทำให้รู้สึกท้อแท้ในการทำงานบางเรื่องบ้าง แต่ในวันนี้ต้องขอออกมาพูดบ้าง เพราะคอลัมนิสต์นั้นสร้างความเสื่อมเสียให้กับองค์กรอย่างมาก และยังสร้างความเข้าใจผิดกับประชาชนคนเสพข่าว ขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ไม่เคยรับเงินจากกลุ่มผู้ต้องหาแม้แต่บาทเดียว กลับกัน มีแต่เจ้าหน้าที่จะติดตามจับกุมและทวงคืนผืนป่าทุกที่ให้กลับมาสมบูรณ์ดังเดิม ขณะเดียวกันได้มีการออกหมายจับนางสาวชลิดา สุพันธมาส หรือมู่หลาน ที่ยังหลบหนีไปต่างประเทศ ได้ถึง 2 หมายจับ และภายในสิ้นปีนี้คาดว่าเตรียมออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการเพิ่มอีก 15 คน
ที่ผ่านมาศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า ได้ร่วมมือกับฝ่ายทหาร ตำรวจ ติดตามขยายผลขบวนการค้าไม้ข้ามชาติเครือข่ายมู่หลานได้หลายพื้นที่ ตั้งแต่การเข้าทลายโกดังที่แพรกษา จังหวัดสมุทรปราการ การเข้าตรวจค้นโรงงานแปรรูปไม้ในอำเภอกาบเชิง อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ โรงงานแปรรูปไม้ในจังหวัดหนองคาย อุดรธานี ชัยนาท และขยายผลตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ที่ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี เรื่อยมา

