โอ๊ค-เอม เข้าเยี่ยมทักษิณ ทนาย เชื่อ ได้พักโทษ พ.ค.69 หากเป็นไปตามกฎหมาย
แพทตี้ อีจัน
19 มกราคม 2569

จับตา เดือนพฤษภาคม “ทักษิณ” อาจได้พักโทษ?
เมื่อเวลา 10.00 น. วันนี้ 19 ม.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณด้านหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน กรุงเทพมหานคร นายพานทองแท้ ชินวัตร หรือโอ๊ค น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ หรือเอม พร้อมด้วยนายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ หรือพงศ์ สามีเดินทางเข้าเยี่ยม นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ภายหลังถูกคุมขังครบ 4 เดือน เมื่อวันที่ 9 ม.ค.69 ที่ผ่านมา

การเข้าเยี่ยมครั้งนี้มีนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความประจำตัวนายทักษิณ ชินวัตร ร่วมเข้าเยี่ยมด้วย ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชนและกลุ่มมวลชนคนเสื้อแดงที่มาปักหลักรอให้กำลังใจอยู่ด้านหน้าเรือนจำฯ
ต่อมา เวลา 11.05 น. หลังครอบครัวเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ภายในเรือนจำฯ ประมาณ 1 ชม. น.ส.พินทองทา คุณากรวงศ์ ชินวัตร ได้ออกมาเปิดเผยว่า การพูดคุยกับคุณพ่อวันนี้เป็นไปด้วยดี คุณพ่อมีการปรับตัว เนื่องด้วยก็อยู่ด้านในมา 4 เดือนกว่าแล้ว
ส่วนกรณีที่ช่วงนี้ใกล้เวลาการเลือกตั้งใหญ่ 2569 เข้ามาแล้วนั้น นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ บุตรเขยของนายทักษิณ ชินวัตร ระบุว่า คุณพ่อก็ยังคงให้กำลังใจผู้สมัครพรรคเพื่อไทย ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ
กรณีที่ในเดือน พ.ค.นี้ มีรายงานข่าวจากกรมราชทัณฑ์ว่า นายทักษิณ อาจได้รับการพิจารณาพักโทษทั่วไป น.ส.พินทองทา ระบุว่า ตนได้คุยกับคุณพ่อในเรื่องนี้ คุณพ่อก็บอกเพียงว่า ขอให้เป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้อง ตามกติกาเลย จะได้จบถูกต้อง อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยคุณพ่ออายุเกิน 70 ปีแล้ว ท่านก็ควรได้สิทธิพิจารณาในส่วนนี้ตามระเบียบ

ก่อนที่ทั้งหมดจะกล่าวขอบคุณสื่อมวลชนและยุติการให้สัมภาษณ์ และยกมือไหว้ขอบคุณมวลชนคนเสื้อแดงที่รอให้กำลังใจ และขึ้นรถยนต์ส่วนบุคคลเดินทางกลับออกจากพื้นที่เรือนจำกลางคลองเปรม
ด้าน ทนายวิญญัติ ชาติมนตรี เผยว่า กรณีที่มีข่าวว่านายทักษิณ ชินวัตร จะได้รับการพิจารณาพักโทษทั่วไปตรงกับช่วงเดือน พ.ค.นี้ นั้น ตนเชื่อว่ามันเป็นกรอบระยะเวลาที่เป็นไปตามกฎหมาย โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นสิทธิประโยชน์ของผู้ต้องขังก็เป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่เมื่อคำนวณหรือนับแล้ว การคุมขังของท่านทักษิณ ชินวัตร จะครบ 8 เดือน ในวันที่ 8 พ.ค.69 และการคุมขังครบ 8 เดือน ก็จะอยู่ในเกณฑ์ตามระเบียบและข้อหมายของกรมราชทัณฑ์อยู่แล้วที่หากคุมขังมาแล้ว 2 ใน 3 และเหลือโทษจำคุกเพียง 1 ใน 3 ดังนั้น 2 ใน 3 มีเกณฑ์อย่างไร ทางกรมราชทัณฑ์ โดยเรือนจำก็จะมีการสำรวจผู้ต้องขัง
ซึ่งท่านทักษิณ ก็เป็น 1 ในจำนวนที่จะถูกสำรวจว่าเข้าเกณฑ์พักโทษ และเมื่อเป็นไปตามนี้ เรือนจำฯ ก็จะสอบถามผู้ต้องขังว่าอยากใช้สิทธิพักโทษหรือไม่ ซึ่งมันก็ไม่ใช่ว่าทุกคนอยากใช้สิทธิพักโทษ แต่ในกรณีของท่านทักษิณ เมื่อเรามีสิทธิที่จะใช้สิทธิพักโทษได้ เราก็ต้องแสดงความประสงค์ แสดงความจำนงในการพักโทษ และการพักโทษก็เป็นการปล่อยตัวคุมประพฤติ หมายความว่า การปล่อยตัวคุมประพฤติก็ต้องมีเงื่อนไขการปล่อยตัว เช่น ให้อยู่ในพื้นที่ที่อยู่ในความอุปการะของผู้อุปการะ อาทิ เป็นบ้านเรือนที่ใด ภูมิลำเนาที่ใด หากจะออกนอกพื้นที่ก็ต้องมีการขออนุญาตเจ้าหน้าที่ เป็นต้น หรืออาจมีเงื่อนไขเพิ่มเติมนอกจากนี้ก็เป็นได้
ฉะนั้น ตนจึงเชื่อว่ากรณีที่สื่อมวลชนสอบถามว่าจะมีการพักโทษท่านทักษิณในเดือน พ.ค. จริงหรือไม่ ตนก็เชื่อว่าน่าจะมี ถ้าเป็นไปตามกฎหมาย และตนก็เชื่อว่าท่านควรได้รับสิทธินี้
ทนายวิญญัติ เผยต่อว่า ส่วนจะต้องมีการทำเรื่องขอพักโทษ หรือเรือนจำเป็นผู้ดำเนินการสำรวจนั้น ปกติแล้วเรือนจำฯ จะเป็นผู้สำรวจเพราะมีฐานข้อมูลอยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ดี ฐานข้อมูลนี้ก็ต้องมีการตรวจสอบจากหลายฝ่าย เมื่อสำรวจแล้วก็ต้องมีการถามไปยังผู้ต้องขัง และถ้าผู้ต้องขังแสดงความจำนงแล้ว ก็จึงจะมีการเอาคุณสมบัติเหล่านี้ของผู้ต้องขังเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการพักการลงโทษต่อไป ซึ่งกรณีคุมขังมาแล้ว 8 เดือนแล้วได้พักโทษ ก็จะต่างจากการคุมขังมาแล้ว 6 เดือนแล้วได้พักโทษ ตรงที่จะไม่ต้องมีการประเมินเรื่องของคะแนน หรือการประเมินการเจ็บป่วย การช่วยเหลือตัวเอง ว่าได้หรือไม่ได้ เพราะการคุมขังมาแล้ว 8 เดือนและได้พักโทษก็เป็นไปตามกฎหมาย และท่านทักษิณก็อายุ 70 กว่าปีแล้ว มันก็ควรเป็นเช่นนั้น

“มันเป็นสิทธิของผู้ต้องขัง ท่านไม่ได้ใช้อภิสิทธิ์เหนือใคร หรือไปบีบราชการให้สิทธิท่าน ส่วนสถานที่คุมประพฤติ จะเป็นบ้านจันทร์ส่องหล้า ดังเดิมหรือไม่นั้น กระบวนการนี้จะต้องดูว่าบุคคลใดจะเป็นผู้อุปการะ โดยถ้าหากผู้อุปการะมีภูมิลำเนาอยู่ที่ใด สถานที่คุมประพฤติก็จะต้องเป็นที่แห่งนั้น ซึ่งครั้งที่แล้วในช่วงที่ท่านทักษิณไปนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ สถานที่คุมความประพฤติก็เป็นบ้านของท่านในปัจจุบัน คาดว่าครั้งต่อไปคงจะเป็นเช่นนั้น เพราะว่ามีความสะดวก ส่วนกรณีที่คนเสื้อแดงยังคงรอคอยการกลับมาของท่านทักษิณหลังทราบว่าจะได้พักโทษทั่วไปในเดือนพฤษภาคมนี้ เรื่องนี้ท่านทราบและท่านก็ดีใจ ก็เหมือนผู้ต้องขังทุกคนที่นั่งนับวันนับคืน แต่อย่างที่บอกว่ากำลังใจของท่านดี และยังมีกำลังใจจากพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะคนที่เป็นห่วงเป็นใยท่าน ไม่ใช่เพียงคนเสื้อแดง แต่ยังรวมถึงประชาชนทั่วไปที่ได้ติดตามข่าวสารของท่าน ก็เป็นกำลังใจสำคัญให้ท่านอย่างมาก ท่านก็อยู่ได้และปรับตัวได้ สุขภาพก็พยายามดูแลตัวเองให้ดีที่สุด โดยเฉพาะเรื่องโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในหลายวันมานี้ ท่านก็รับทราบและได้ฝากแสดงความเสียใจมาด้วย” ทนายวิญญัติ กล่าว
ทนายวิญญัติ เผยด้วยว่า ส่วนความคืบหน้าคดีมาตรา 112 ที่ท่านทักษิณ ถูกอัยการสูงสุดคนปัจจุบันมีคำสั่งอุทธรณ์ให้ฟ้องนั้น หากย้อนไปช่วงก่อนปีใหม่ 2569 ราว 26 ธ.ค.68 ตนได้ยื่นหนังสือไปยังอัยการสูงสุด และเชื่อว่าคงมีการมอบหมายอัยการที่เกี่ยวข้อง หรือสำนักงานอัยการสูงสุดจะต้องเป็นคนตอบหนังสือของตน ซึ่งถ้าไม่มีการตอบ ตนก็คงยื่นทวงถามอีกครั้ง ซึ่งการยื่นที่ผ่านมานี้เรายื่นเพื่อขอความเป็นธรรม และมันเป็นการใช้อำนาจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็เป็นการใช้อำนาจด้วยดุลพินิจที่ไม่สมเหตุสมผล และมันก็เคยมีกรณีตัวอย่างมาแล้ว
ดังนั้น การจะดำเนินการต่อไปนั้น แม้อัยการยื่นอุทธรณ์แล้ว และศาลมีหมายสำเนาอุทธรณ์มาให้ท่านทราบในเรือนจำฯ และตนก็อยู่ระหว่างการที่จะยกร่าง ประชุม เพื่อแก้อุทธรณ์ เราก็พยายามทำให้อยู่ในกรอบเวลา แต่ถ้าไม่ทันก็ขอขยายเวลาได้
ส่วนเรื่องที่ตนได้ยื่นหนังสือต่ออัยการสูงสุดคนปัจจุบัน ตนก็อยากให้ท่านได้พิจารณาว่าการใช้อำนาจของท่านชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะตอนนั้นท่านก็เป็นรองอัยการสูงสุดและยังนั่งเป็นประธานคณะทำงานพิจารณาคดีมาตรา 112 แสดงว่าเรื่องเหล่านี้มีกฎหมายแต่งตั้งขึ้น ก็ต้องเคารพกติกาและมติในที่ประชุมหรือไม่ แม้ท่านจะอ้างว่าไม่ได้ร่วมลงมติก็ตาม แต่ตนเชื่อว่าความเห็นของแต่ละคนที่ลงมติไว้ ตนจะขอคัดมาเพื่อนำเสนอต่อศาลให้ได้พิจารณาด้วย และตนจะขอใช้สิทธิทุกประการในการขอคัดเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
เมื่อถามว่าการอุทธรณ์คดีมาตรา 112 ของอัยการสูงสุดต่อคดีของนายทักษิณ ชินวัตร จะมีผลต่อการได้พักโทษทั่วไปในเดือน พ.ค.นี้หรือไม่ เพราะมีข้อกังวลว่าอาจมีการขออายัดตัวต่อเนื่องนั้น
ทนายวิญญัติ เผยว่า ทุกคนต้องเข้าใจตรงกันว่าท่านทักษิณ ต่อสู้คดีนี้ตามข้อกล่าวหาและศาลก็ได้ยกฟ้องว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ไม่มีความผิด ดังนั้น กลับกันหากท่านถูกพิพากษาว่ามีความผิด จะถูกโทษจำคุกอย่างไรก็ตามแล้วปล่อยชั่วคราว แบบนี้อาจจะมีการขออายัดหรือขอออกหมายขังต่อได้ ด้วยการอ้างว่าอาจมีเหตุเพราะอยู่ระหว่างการพิจารณาคดี ก็อาจมีหลักเกณฑ์ที่บางคนจะยกขึ้นมา แต่กรณีของท่านทักษิณ ท่านเป็นคนผู้บริสุทธิ์เพราะศาลยกฟ้องไปแล้ว แม้มีการอุทธรณ์โดยอัยการสูงสุดก็เป็นแค่กระบวนการอุทธรณ์ และท่านทักษิณก็ไม่ต้องถูกอายัดตัวหรือไปยื่นขอประกันตัวอีกแล้ว ตนเชื่อว่ากระบวนการนี้เป็นหมายของศาล หรือหมายเขียว ดังนั้น ถ้าไม่มีหมายเขียวจากศาล จะอายัดตัวท่านด้วยเรื่องอะไร สรุปว่า ตนเห็นว่าไม่น่ามีผลกระทบต่อการพักโทษของท่าน
หากมีความคืบหน้าจะอัปเดตให้ทราบค่ะ