แก่ไปจะอยู่ไหน สภาพัฒน์ เผยวิกฤตสังคมไทย “บ้านพักคนชรา” ไม่พอ บางคนรอคิวนาน 15 ปี 

แก่ตัวไปจะอยู่ไหน? ใครจะดูแล? สภาพัฒน์ฯ เผยตัวเลขสุดช็อก บ้านพักคนชราไม่พอ “บ้านบางแค” มีผู้สูงอายุแห่ลงทะเบียนพุ่งทะลุ 6,000 คน แต่รองรับได้เพียง 250 คน บางคนรอคิวนาน 15 ปี ชี้ ไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ

ถึงเวลาต้องวางแผนอนาคตตอนแก่แล้วหรือยัง? 

ใครมีแพลนจะอยู่บ้านพักคนชรา รีบหาดูไว้นะคะ เพราะล่าสุด สภาพัฒน์ฯ เผยตัวเลขสุดช็อก “บ้านบางแค” มีผู้สูงอายุแห่ลงทะเบียนรอคิวพุ่งทะลุ 6,000 คน แต่รับได้เพียง 250 คน บางคนต้องรอนานถึง 15 ปี 

วันที่ 25 พ.ค.69 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้แถลงรายงานสังคมไทย ไตรมาส 1/2569 โดยหนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจ คือ การนำเสนอบทความ “บ้านพักผู้สูงวัย ความท้าทายของบั้นปลายชีวิต” ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกับศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เผยให้เห็นถึงวิกฤตการณ์ที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุในประเทศไทยที่กำลังเข้าขั้นวิกฤต หลังไทยก้าวสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super-Aged Society) อย่างเต็มรูปแบบ 

นางสาววรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า แม้ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ยังอาศัยอยู่กับครอบครัว แต่แนวโน้ม “อยู่ลำพัง” เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยผลสำรวจพบว่า คนไทย 22% คิดว่า เมื่อแก่ตัวลงอาจต้องอยู่คนเดียว ขณะที่คนรุ่น Gen Y และ Gen Z มีแนวโน้มไม่มีลูกมากขึ้น ทำให้อนาคตอาจมีผู้สูงอายุที่ขาดคนดูแลเพิ่มขึ้น 

โดยผลการสำรวจโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุทั่วประเทศ ปี 2568 ของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์(REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) พบว่า ไทยมีสถานดูแลและบ้านพักผู้สูงอายุรวม 1,040 แห่ง แบ่งเป็น สถานบริบาล (Nursing Home) 944 แห่ง สำหรับผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ รองรับประมาณ 17,000 คน บ้านพักผู้สูงวัย 96 โครงการ สำหรับผู้สูงอายุที่ยังใช้ชีวิตเองได้ รองรับเกือบ 16,000 คน 

แม้จำนวนโครงการจะเพิ่มขึ้นจากเดิมมาก แต่หลายแห่งมุ่งรองรับผู้สูงอายุที่มีกำลังซื้อสูง ทำให้ผู้สูงอายุรายได้น้อยเข้าถึงได้ยาก ตัวอย่างชัดเจนคือ “บ้านบางแค” ที่มีผู้สูงอายุรอคิวเข้าพักมากกว่า 6,000 คน แต่รองรับได้เพียง 250 คน บางคนต้องรอนานกว่า 15 ปี 

นอกจากนี้ บ้านพักผู้สูงวัยส่วนใหญ่กระจุกอยู่ในจังหวัดเศรษฐกิจ เช่น กรุงเทพฯ ชลบุรี สมุทรปราการ นครราชสีมา และปทุมธานี คิดเป็นกว่า 61.8% ของทั้งประเทศ ขณะที่บางจังหวัดมีผู้สูงอายุจำนวนมาก แต่กลับแทบไม่มีสถานดูแลรองรับ 

อีกประเด็นสำคัญ คือ แม้บ้านพักผู้สูงวัยจะช่วยเรื่องความปลอดภัยและการดูแลสุขภาพ แต่ก็อาจทำให้ผู้สูงอายุรู้สึก “โดดเดี่ยว” เพราะต้องแยกออกจากบ้านเดิม ชุมชนเดิม หรือคนคุ้นเคย ซึ่งการขาดปฏิสัมพันธ์กับคนต่างวัย เด็ก หรือสัตว์เลี้ยง อาจทำให้ผู้สูงอายุเกิดภาวะเหงา ซึมเศร้า และสมรรถนะทางสมองถดถอยเร็วกว่าการอยู่ในชุมชนเดิม อีกทั้งบางสถานที่ถูกออกแบบคล้ายสถานพยาบาล จนทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกสูญเสียความเป็นอิสระและความเป็น “บ้าน” 

หลายประเทศจึงเริ่มปรับแนวคิดการดูแลผู้สูงอายุ จากการสร้างบ้านพักขนาดใหญ่ ไปสู่รูปแบบที่เชื่อมโยงผู้สูงอายุกับชุมชนและคนต่างวัยมากขึ้น เช่น 

  • ฝรั่งเศส ใช้ระบบครอบครัวอุปถัมภ์ ให้ผู้สูงอายุไปอยู่ร่วมกับครอบครัวผู้ดูแล 
  • เนเธอร์แลนด์ ให้นักศึกษาอยู่ฟรีในบ้านพักผู้สูงอายุ แลกกับการใช้เวลาทำกิจกรรมร่วมกัน 
  • เยอรมนี สร้างพื้นที่ให้คนทุกวัยใช้ชีวิตร่วมกันในชุมชนเดียว 

สำหรับไทยเอง ก็เริ่มมีรูปแบบดูแลผู้สูงอายุในชุมชนมากขึ้น เช่น “ลำสนธิโมเดล” จ.ลพบุรี ที่ให้ชุมชนช่วยกันดูแลผู้สูงอายุ รวมถึงบริการจากภาคเอกชนอย่าง Joy Ride และ “เยือนเย็น” ที่เข้าไปช่วยดูแลผู้สูงอายุถึงบ้าน 

สศช. มองว่า ในอนาคต การดูแลผู้สูงอายุอาจไม่ใช่แค่การสร้างบ้านพักคนชราเพิ่มขึ้น แต่ต้องออกแบบระบบดูแลที่เชื่อมโยงกับชุมชน ครอบครัว และเครือข่ายทางสังคม เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถ “อยู่ได้ อยู่ดี และไม่โดดเดี่ยว” ในช่วงบั้นปลายชีวิต 

แล้วลูกเพจล่ะคะ คิดยังไงเกี่ยวกับเรื่องนี้?