นาทีระทึก! ชาวบ้านบุรีรัมย์หาอึ่ง เจอชายใส่ชุดทหารยิงขู่ ต้องทิ้งรถหนีตาย

ชาวบ้าน อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ออกไปหาอึ่งท้ายเขื่อนในพื้นที่ฝั่งไทย แต่กลับเจอชายใส่ชุดทหาร พูดภาษาเขมร กว่า 10 นายพร้อมอาวุธครบมือ วิ่งไล่และยิงปืนขู่ ต้องเทอึ่งทิ้ง ซ่อนตัวนาน 2 ชั่วโมง ก่อนหนีรอดมาได้อย่างหวุดหวิด

ชาวบ้านแนวชายแดน อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ต่างพากันหวาดผวา หลังเกิดเหตุชาวบ้าน 2 คน ที่ออกไปหาอึ่งบริเวณท้ายเขื่อนหลังหมู่บ้าน ต้องวิ่งหนีเอาชีวิตรอด หลังเผชิญหน้ากับทหารกัมพูชากว่า 10 นาย พร้อมอาวุธครบมือ และมีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 8 พ.ค 69 บริเวณ “บุตาพุ่ม” ท้ายเขื่อนใกล้หมู่บ้านสายโท 3 ใต้ ต.จันทบเพชร อ.บ้านกรวด ซึ่งชาวบ้านยืนยันว่าเป็นพื้นที่ฝั่งไทย และอยู่ห่างแนวชายแดนประมาณ 1–2 กิโลเมตร

เช้าวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายปกครอง และตำรวจ ได้พาชาวบ้านไปชี้จุดเกิดเหตุ และนำรถจักรยานยนต์ที่ถูกทิ้งไว้กลางป่ากลับคืนมาได้ แต่บรรยากาศในหมู่บ้านยังเต็มไปด้วยความกังวลว่าความตึงเครียดบริเวณชายแดนอาจปะทุขึ้นอีก

นางกัลย์สุดา อายุ 51 ปี ภรรยาของหนึ่งในผู้ประสบเหตุ เล่าว่า สามีออกจากบ้านช่วงประมาณ 19.00 น. หลังฝนหยุดตก เพื่อไปหาอึ่งกับน้องชายตามปกติ

กระทั่งเวลาประมาณ 20.30 น. สามีโทรศัพท์กลับมาด้วยเสียงกระซิบว่า “เติมเงินโทรศัพท์ด้วย ไปเจอทหารเขมรแล้ว” ก่อนสายจะตัดไปทันที ทำให้ครอบครัวตกใจและรีบประสานผู้ใหญ่บ้านเพื่อขอความช่วยเหลือ

ต่อมาทั้งสองคนสามารถกลับถึงบ้านได้ในเวลาประมาณเที่ยงคืน แต่ต้องทิ้งรถจักรยานยนต์ไว้ในป่า

นายอภิรักษ์ อายุ 63 ปี เล่านาทีระทึกว่า ขณะเดินหาอึ่งกับน้องชาย ได้เห็นแสงไฟฉาย 3 ดวง จึงคิดว่าเป็นคนในหมู่บ้านและเดินเข้าไปถามว่า “ได้เยอะไหม”

แต่เมื่อเข้าไปใกล้ กลับพบว่าเป็นทหารกัมพูชา 3 นาย พร้อมอาวุธครบมือ ทั้งปืนและมีด ต่างฝ่ายต่างตกใจและสื่อสารกันไม่เข้าใจ

เขาจึงรีบถอยออกมา ก่อนจะมีทหารกัมพูชาอีกประมาณ 10 นาย วิ่งไล่ติดตามมา ทำให้ต้องวิ่งหนีเข้าไปซ่อนในพุ่มไม้ และเทอึ่งที่จับได้ทิ้งทั้งหมด เพื่อไม่ให้ภาชนะส่งเสียงดัง

นายอภิรักษ์ซ่อนตัวอยู่ในป่านานกว่า 2 ชั่วโมง พร้อมได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด ก่อนอาศัยความชำนาญพื้นที่ ซึ่งรู้จักต้นไม้แทบทุกต้น เดินลัดออกมาจนรอดชีวิตได้อย่างหวุดหวิด

นายอภิรักษ์ยืนยันว่า จุดที่เกิดเหตุเป็นเขตอธิปไตยของประเทศไทย และตั้งข้อสังเกตว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นช่องทางธรรมชาติที่อาจถูกใช้ลักลอบขนสินค้าหรือของผิดกฎหมาย จึงไม่ทราบแน่ชัดว่าทหารกัมพูชาเข้ามาอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวได้อย่างไร

เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความหวาดวิตกให้กับชาวบ้านตามแนวชายแดนเป็นอย่างมาก เพราะสิ่งที่เริ่มต้นจากการออกไปหาอึ่งหลังฝนตก เกือบจบลงด้วยการเอาชีวิตไม่รอดกลับบ้าน