ไม่ใช่เล่น! ค่าน้ำตาล 100–125 เสี่ยงเป็นเบาหวานเต็มตัว  

เช็กค่าน้ำตาลด่วน! ถ้าพุ่ง 100–125 อาจเสี่ยงเป็นเบาหวานเต็มตัวเเล้ว เเนะให้งดน้ำหวาน- ลดพุง เพราะไขมันหน้าท้องสัมพันธ์กับเบาหวานโดยตรง

ลูกเพจจ๋า เรามาเช็กค่าน้ำตาลกันเถอะ ถ้าค่าน้ำตาลพุ่ง 100–125 อาจเสี่ยงต้องรีบเเก้  

วันนี้(14 พ.ค.69) นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ได้ออกมาเตือนเกี่ยวกับค่าน้ำตาลที่เราควรเช็ก ก่อนที่เราจะเสี่ยงเป็นเบาหวานกัน ซึ่งหลายคนพอตรวจสุขภาพแล้วเห็นน้ำตาลตอนเช้าอยู่ประมาณ 100–125 mg/dL ก็มักคิดว่า “ยังไม่เป็นเบาหวาน คงไม่เป็นไร” แต่จริง ๆ ช่วงนี้แหละที่ร่างกายกำลังเริ่มส่งสัญญาณว่า “อินซูลินเริ่มทำงานหนักขึ้นแล้ว” เพราะแม้จะยังไม่เข้าเกณฑ์เบาหวานเต็มตัว แต่หลอดเลือด การอักเสบ และไขมันพอกตับบางคนเริ่มเปลี่ยนไปแล้วครับ ข่าวดีคือ ช่วงนี้ยังเป็นช่วงที่ “กลับลำทัน” ถ้าเริ่มดูแลจริงจัง 

ซึ่งน้ำตาล 100–125 คือช่วง “ก่อนเบาหวาน” เเล้ว  แปลว่าอินซูลินเริ่มคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดีเหมือนเดิมแล้ว ถึงยังไม่ใช่เบาหวานเต็มตัว แต่ความเสี่ยงเริ่มเพิ่มขึ้น ทั้งเบาหวาน ไขมันพอกตับ และหลอดเลือดอักเสบครับ หลายคนยังคิดว่า “ยังไม่ถึง 126 ก็ยังไม่เป็นไร” แต่จริง ๆ ช่วงนี้ร่างกายเริ่มส่งสัญญาณแล้วครับว่า ระบบเผาผลาญกำลังทำงานหนักขึ้นเรื่อย ๆ 

อันนี้น่ากลัวตรงที่ ส่วนใหญ่ยังใช้ชีวิตปกติไม่ได้ปัสสาวะบ่อยหรือผอมลงชัดเหมือนเบาหวานระยะหลัง หลายคนเลยชะล่าใจ ทั้งที่จริงช่วงนี้น้ำตาลเริ่มทำร้ายหลอดเลือดแบบเงียบ ๆ แล้ว บางคนเริ่มมีพุง เหนื่อยง่าย ง่วงหลังอาหาร หรือค่าไขมันเริ่มแย่ลง แต่ยังไม่รู้ว่าเกี่ยวกับน้ำตาลและดื้ออินซูลิน 

ในขณะเดียวกันถ้ามีพุง ง่วงหลังอาหาร หิวบ่อย ต้องยิ่งระวัง เพราะอาการพวกนี้สัมพันธ์กับ “ดื้ออินซูลิน”  โดยเฉพาะคนที่พุงเริ่มออก น้ำหนักลงยาก หรือชอบง่วงหลังข้าว ร่างกายมักเริ่มจัดการน้ำตาลได้แย่ลงแล้ว หลายคนกินข้าวเสร็จแล้วง่วงหนัก ต้องกินกาแฟหวานต่อ หรือหิวใหม่เร็ว ทั้งที่เพิ่งกินไม่นาน อันนี้เริ่มอันตรายเเล้ว 

เเละสิ่งที่สำคัญคือ ถ้าเริ่มคุมอาหาร ลดน้ำหวาน ขยับตัว และลดน้ำหนักตั้งแต่ช่วงก่อนเบาหวาน หลายคนสามารถทำให้น้ำตาลกลับลงมาปกติได้จริง โดยยังไม่ต้องใช้ยาครับ ยิ่งเริ่มเร็ว โอกาสลดความเสี่ยงเบาหวาน ไขมันพอกตับ และหลอดเลือดเสื่อมในอนาคตก็ยิ่งมากขึ้น 

หรือแค่เดินเร็วหลังอาหารประมาณ 10–15 นาที กล้ามเนื้อจะช่วยดึงน้ำตาลไปใช้ได้ดีขึ้นด้วย เเต่ย้ำว่าอย่าดูแค่น้ำตาลตอนเช้า HbA1c ก็สำคัญบางคน FBS ยังไม่สูงมาก แต่ HbA1c เริ่มขึ้นแล้ว เพราะน้ำตาลพุ่งหลังอาหารบ่อยครับ เพราะฉะนั้นถ้าจะประเมินความเสี่ยงจริง ควรดูทั้งสองค่าร่วมกันครับ เพราะบางคนตรวจเช้าปกติดีทุกปี แต่จริง ๆ น้ำตาลขึ้นแรงหลังอาหารทุกวัน จนหลอดเลือดเริ่มเสียหายไปแล้ว 

ส่วนอันนี้นี่ ยากเกินจะคุมได้เเต่ก็ต้องคุมค่ะ เรื่องของน้ำหวาน ชานม กินจุกจิก ตัวเร่งก่อนเบาหวาน เนื่องจากว่าหลายคนไม่ได้กินข้าวเยอแต่จิบหวานทั้งวันแทน ทำให้อินซูลินต้องทำงานตลอด สุดท้ายร่างกายเริ่มล้า และเข้าสู่ภาวะดื้ออินซูลินเร็วขึ้นแบบไม่รู้ตัว โดยเฉพาะคนที่บอกว่า “กินนิดเดียวเอง” แต่มีทั้งกาแฟหวาน ชานม ขนม และของจุกจิกทั้งวัน แบบนี้น้ำตาลแกว่งตลอด 

เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทำได้ ให้ช่วยลดความเสี่ยงก่อนเป็นเบาหวานได้จริง 

-ลดน้ำหวาน ชานม และขนมระหว่างวัน 

-เพิ่มโปรตีนและผักในทุกมื้อ ช่วยคุมน้ำตาลให้นิ่งขึ้น 

-เดินหรือขยับตัวหลังอาหารทุกวัน 

-นอนให้พอ เพราะนอนน้อยทำให้ดื้ออินซูลินง่ายขึ้น 

-ลดพุง เพราะไขมันหน้าท้องสัมพันธ์กับเบาหวานโดยตรง 

-ตรวจ HbA1c และน้ำตาลสม่ำเสมอ เพื่อติดตามแนวโน้ม 

ก็ต้องย้ำว่า ช่วงน้ำตาล 100–125 นี่แหละเป็นช่วงที่หลายคน “ยังรู้สึกว่าตัวเองปกติ” เลยปล่อยผ่าน แต่จริง ๆ มันคือสัญญาณเตือนแรก ๆ ของระบบเผาผลาญแล้ว ลองกลับไปดูร่างกายของตัวเองหน่อยนะคะ จะได้ป้องกันได้ทันค่ะ  

ที่มา: https://www.facebook.com/share/p/1CCERHfCQy/