“อีโบลา” ทำขวัญผวา หลังระบาดหนักในคองโก เเละเริ่มลามพื้นที่ใกล้เคียง
เรื่องนี้กลายเป็นกระเเสโรคระบาดระดับโลกเมื่อ “อีโบลา” กลับมาระบาดใหม่อีกครั้งด้วยสายพันธุ์ที่พบได้ยากอย่าง บุนดิบูเกียว ซึ่งเป็นไวรัสอีโบลาชนิดหนึ่งที่ทำให้เกิดไข้เลือดออกรุนแรงและมักถึงแก่ชีวิต มันเป็นสมาชิกของตระกูลไวรัสฟิโลไวรัส และมีความเกี่ยวข้องกับไววรัสอีโบลาสายพันธุ์ซาอีร์ ไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ซูดาน และไวรัสฟิโลไวรัสที่ทำให้เกิดไข้เลือดออก เช่น ไวรัสมาเบิร์กและไวรัสราฟน์

ซึ่งไวรัสอีโบลาสายพันธุ์บุนดิบูเกียว ถูกค้นพบครั้งแรกในปี 2550 ในเขตบุนดิบูโยทางตะวันตกของประเทศอูกันดา เเละการระบาดของสายพันธุ์ครั้งก่อนๆ มีอัตราการเสียชีวิตระหว่าง 30 ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งบ่งชี้ว่าไวรัสนี้มีอัตราการเสียชีวิตใกล้เคียงกับไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ซาอีร์ที่ระบาดไปทั่วโลกและแพร่กระจายจากแอฟริกาตะวันตกในปี 2557 ถึง 2559
เเละ เมื่อวันที่ 15 พ.ค.69 ที่ผ่านมา ผลการตรวจเลือดจากตัวอย่าง 13 ตัวอย่างจากผู้ต้องสงสัยยืนยันว่า 8 ในนั้นติดเชื้อไวรัสบุนดิบูเกียว และในขณะนั้นหน่วยงานสาธารณสุขรายงานว่ามีผู้ต้องสงสัยติดเชื้อมากกว่า 200 ราย ต่อมาในวันเดียวกันนั้น ทางการอูกันดาได้ยืนยันผู้ป่วยชาวคองโกรายหนึ่งในกรุงกัมปาลา เมืองหลวงของอูกันดา
เรื่องนี้ก็กลายเป็นที่จับตาของคนทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยเองก็ต้องเฝ้าระวังเกี่ยวกับโรคนี้ต่อเนื่อง


ซึ่งเมื่อวันที่ 18 พ.ค.69 ที่ผ่านมา กรมควบคุมโรค นำโดย นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เผยว่า แม้ประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา แต่ยังคงยกระดับการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง โดยดำเนินการติดตามผู้เดินทางจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก สาธารณรัฐยูกันดา หรือพื้นที่เสี่ยงภายใน 21 วัน อย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการคัดกรองผู้ป่วยสงสัยในสถานพยาบาลและการสอบสวนโรคอย่างรวดเร็ว เเละเตรียมความพร้อมของระบบบริการสาธารณสุขอย่างรอบด้าน ทั้งห้องแยกผู้ป่วย อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) และระบบห้องปฏิบัติการสำหรับการตรวจยืนยันเชื้อ พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ในขณะเดียวนอกจากหน่วยงานที่ดูเเลเรื่องของโรคระบาดออกมาย้ำความมั่นใจว่าประเทศจะไม่ติดอีโลาเเล้ว อีก 1 เสียงก็คือ ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ออกมาโพสต์ย้ำความมั่นใจในเรื่องนี้ ซึ่งก็ได้ตอบคำถามว่า อีโบลาจะระบาดมาถึงไทยไหม?

ซึ่งคุณหมอตอบเเล้วว่า เป็นไปไม่ได้ยากที่อีโบลาจะระบาดถึงไทย โรคที่มีความรุนแรงมีอัตราการสูงถึงร้อยละ 50 ผู้ที่ติดเชื้อจะป่วยและมีอาการรุนแรง โอกาสที่จะขึ้นเครื่องบินหรือเดินทางไกลข้ามทวีปเป็นไปได้ยากมาก โรคที่จะระบาดใหญ่ทั่วโลกอย่างโควิดจะต้องเป็นโรคที่มีความรุนแรงน้อยกว่ามากเช่นไข้หวัดใหญ่
เมื่อมาดูอีโบลา เป็นโรคติดเชื้อไวรัสรุนแรงในกลุ่ม viral hemorrhagic fever เกิดจากไวรัสใน genus Ebolavirus วงศ์ Filoviridae มีอัตราการเสียชีวิตสูงตั้งแต่ 25–90% ขึ้นกับสายพันธุ์และระบบสาธารณสุข โรคนี้อยู่ในสัตว์ป่าในแอฟริกา มานานหลายร้อยปี เเละที่ตั้งชื่ออีโบลา เพราะในการตรวจพบและแยกเชื้อได้ ครั้งแรกที่ริมแม่น้ำอีโบลา สาธารณรัฐ คองโก (1976) หลังจากนั้นก็มีการระบาดเป็นครั้งคราวมาโดยตลอด โดยเฉพาะในชนบท

อีโบลามีหลายสายพันธุ์ สายพันธุ์ ซาอี (Zaire ebolavirus) รุนแรงที่สุด สายพันธุ์ที่มีความรุนแรงรองลงมาคือสายพันธุ์ซูดาน (Sudan ebolavirus) การระบาดครั้งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นในปี 2013–2016 เกิดขึ้นที่ แอฟริกาตะวันตกประเทศ Guinea แล้วแพร่ไป Liberia Sierra Leone มีผู้ป่วยถึงรวม 30,000 ราย เสียชีวิต 11,000 ราย เป็นสายพันธุ์ซาอี จึงเป็นเหตุให้มีการพัฒนาวัคซีนสายพันธุ์นี้ และนำมาใช้ในการป้องกันทำให้โรคสงบลง
การระบาดครั้งนี้เกิดขึ้นในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) และอูกานดา ดังที่เป็นข่าวอยู่ทุกวันนี้ มีผู้ป่วยมากกว่า 250 คนและเสียชีวิตไปแล้วมากกว่า 80 คน เป็นสายพันธุ์ที่มีความรุนแรงปานกลาง สายพันธุ์ที่ระบาดคือ สายพันธุ์ บุน-ดิ-บู-โย (Bundibugyo ebolavirus) ขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนต่อสายพันธุ์นี้ การติดต่อที่สำคัญคือการสัมผัสโดยตรงกับผู้ป่วยหรือสัตว์รังโรค โดยเฉพาะชาวพื้นเมืองแอฟริกา กับประเพณีการทำความสะอาดศพ ก่อนทำพิธี ทำให้สัมผัสได้โดยตรง
โรคอีโบลาระบาดแต่ละครั้งมักจะเกิด ระบาดในชนบทเชื่อมโยงกับสัตว์ป่า การติดเชื้อในโรงพยาบาลสูง และทำให้บุคลากรทางการแพทย์เสียชีวิตจำนวนมาก เพราะความรุนแรงของโรคและเป็นการติดต่อระหว่างคนสู่คน


อาการของโรคอีโบลา ผู้ป่วยจะมีไข้สูงเฉียบพลัน เพลีย ปวดศีรษะ กล้ามเนื้อ และเจ็บคอ ต่อมาจะมีอาการอาเจียน ท้องเสีย ผื่นขึ้นตามตัว มีเลือดออกง่ายทั้งภายในและภายนอกร่างกาย อาการรุนแรงและเสียชีวิตได้ในระยะเวลาอันสั้น ความรุนแรงของโรค เป็นข้อจำกัดที่ทำให้โรคไม่ระบาดออกไปในวงกว้าง ข้ามประเทศหรือทวีปได้ง่าย ที่จะทำให้เกิดการระบาดใหญ่ทั่วโลก
องค์การอนามัยโลกให้ความสำคัญในการป้องกันโรค โดยเฉพาะการสัมผัสกับผู้ป่วย หรือการสัมผัสกับแหล่งรังโรค และมีการพัฒนาวัคซีนที่จำเพาะกับสายพันธุ์ ขณะนี้มีวัคซีนที่จำเพาะกับสายพันธุ์สายซาอี ในส่วนของประเทศไทยเป็นประเทศที่ยังอยู่ห่างไกลกับแหล่งระบาดของโรค และความรุนแรงของโรคจะเป็นข้อจำกัด ดังนั้นจึงยังไม่น่าเป็นที่วิตกจนเกินเหตุ แต่จำเป็นที่จะต้องให้ความรู้และความเข้าใจของโรค Ebola ที่ถูกต้อง


ต้องดูเเลตัวเอง เเละใส่ใจถึงโรคที่มาจากต่างเเดนให้มากขึ้นเพื่อจะได้ตั้งรับได้ถูกวิธีค่ะ
ที่มา: https://cepi.net/bundibugyo-virus-what-it-and-what-it-not , https://www.facebook.com/share/p/1DfhMTNPTm/ , https://datariskcom-ddc.moph.go.th/download/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84-%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%9D%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B0-2/?fbclid=IwY2xjawR4sjtleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFFZkY4QTQxVjhXb1N3Q3Ywc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHgavdQlawd5v1IG9xSOyoEJNLfnMbDc3poZDvNFB1loxnIKpIjZca-cLOPTZ_aem_nvMBU9kgDPobc1RN5s2RKw
