รู้มั้ย? เเค่จูบเดียว ก็เสี่ยงโรคเเล้ว!
เรื่องนี้จะถูกพูดถึงมากขึ้นค่ะ เพราะมันเกี่ยวกับพฤติกรรมที่คนส่วนใหญ่ทำกับเเฟนหรือคู่รัก นั่นก็คือ การจูบ ซึ่งเป็นเรื่องปกติอยู่เเล้ว เพราะคนอาจมองว่า “จูบ” เป็นการแสดงความรัก ความใกล้ชิด หรือความผูกพันระหว่างคนสองคน แต่รู้มั้ยว่าเบื้องหลังความโรแมนติกนี้ อาจแฝงด้วยภัยเงียบที่ไม่ทันระวัง หนึ่งในโรคที่สามารถติดต่อผ่านการจูบได้คือ โรคจูบ (Kissing Disease) หรือชื่อทางการว่า โรคโมโนนิวคลิโอซิส (Infectious Mononucleosis: IM) อีจัน เลยอยากให้ลูกเพจทุกคนฟังทางนี้สักหน่อยนะคะ เพราะอันนี้คือภัยเงียบของคู่รักจริงๆ การที่เราสัมผัสปากกันบางทีมันจะมีเรื่องของเชื้อโรคซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเข้าไปตอนไหนหรือเมื่อไร


ซึ่งช่อง TIKTOK สภากาชาดไทย ได้ออกมาเผยคลิปเพื่อเตือนภัยโรคนี้กันนี่เเหละค่ะ ซึ่ง “โรคจูบ” นี่ไม่ได้หวานอย่างที่คิด มันคือโรคที่ติดเชื้อจากไวรัส EBV ก็บอกเลยว่าเเค่จูบเดียว ก็เสี่ยงติดเชื้อได้ค่ะ เพราะการติดเชื้อจากน้ำลายที่สัมผัสกัน สามารถติดกันได้ผ่านการจูบ กินน้ำหลอดเดียวกัน หอมเเก้มลูก เชื้อก็สามารถเข้าร่างกายได้ทันที อาการก็จะคล้ายอาการไข้หวัด เช่น ไข้สูงมากเป็นอาิทตย์ เจ็บคอ ต่อมน้ำเหลืองโตทั่วตัว ตับเเละม้ามโตจนอาจเเตกได้ ซึ่งเชื้อนี้พอได้รับเข้าไปเเล้วจะฟักตัวประมาณ 6 วีค/สัปดาห์ เเละสิ่งที่ต้องระวังก็คือ อาการอาจไม่แสดงออกทันที ระยะฟักตัวของโรคอยู่ที่ประมาณ 4–6 สัปดาห์ แม้จะหายจากอาการแล้ว แต่ไวรัส EBV ยังสามารถหลบซ่อนในร่างกายได้ และมีโอกาสแพร่เชื้อได้ แม้ไม่มีอาการ
ต่อมาค่ะ อีจันก็จะพามาเช็กเพิ่มเติมโดยใช้ข้อมูลอ้างอิงจาก เว็บไซต์สภากาชาดไทย เช่นเดียวกัน ซึ่งบอกว่าโรคนี้เกิดขึ้นยังไงเเล้วมันคือโรคอะไรกันเเน่? รวมถึงอาการของโรคนี้ด้วย

โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส เอปสไตน์-บาร์ (EBV) ซึ่งสามารถแพร่กระจายได้ง่ายผ่านสารคัดหลั่ง โดยเฉพาะ น้ำลาย การติดต่อมักเกิดจากการจูบ การไอ จาม หรือแม้แต่การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ติดเชื้อ แม้โรคจูบจะสามารถเกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย แต่กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงโดยเฉพาะคือ เด็กเล็ก เช่น ในกรณีที่พ่อแม่หรือผู้ใหญ่หอมแก้มเด็ก เด็กอาจได้รับเชื้อโดยไม่รู้ตัว จึงเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรใส่ใจและระมัดระวัง เพราะแม้จะเป็นเพียงพฤติกรรมเล็กๆ แต่ก็อาจนำไปสู่การติดเชื้อที่ไม่คาดคิดได้

อาการของการติดเชื้อจากโรคจูบ ที่เเน่ๆคือ มักจะคล้ายกับไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ในระยะแรก อย่าลืมเช็กกันด้วยนะคะ ถ้ามีไข้สูง โดยเฉพาะในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก , เจ็บคอ อาจคล้ายกับการติดเชื้อคออักเสบจากแบคทีเรีย (เช่น ทอนซิลอักเสบ) , ต่อมน้ำเหลืองโต โดยเฉพาะบริเวณคอ รักแร้ และขาหนีบ , อ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายเป็นอาการเด่นที่มักอยู่ได้นานหลายสัปดาห์ถึงเป็นเดือน , ปวดเมื่อยตามตัว , มีผื่นขึ้น พบได้ในบางราย โดยเฉพาะหากผู้ป่วยได้รับยาปฏิชีวนะบางชนิด , ตับหรือม้ามโต ในบางรายแพทย์อาจตรวจพบม้ามหรือตับโต ซึ่งต้องระวังภาวะแทรกซ้อน
เรื่องนี้ก็อาจมีคนที่ทั้งกลัวเเละไม่กลัวนะคะ เเต่อย่างไรก็ตาม อย่าลืมเช็กอาการเเละถ้ารู้สึกว่าตัวเองไม่โอเคต้องรีบไปหาหมอทันทีค่ะ
ที่มา: https://www.youtube.com/shorts/ifEkerQNrao , https://redcross.or.th/news/information/21567/
