เคยมั้ย? การนอนที่ลุกไม่ได้ เพราะ โรคเตียงดูด ไม่อยากลุกจากเตียง
วันนี้ (11 ต.ค.68) เฟซบุ๊ก มูลนิธิหมอชาวบ้าน เผยเกี่ยวกับการเสพติดการนอน หรือ โรคเตียงดูด ที่เชื่อว่าหลายคนเป็นค่ะ แต่เดี๋ยวเรามาดูกันว่า เจ้าโรคนี้มันเป็นยังไงบ้าง
อันดับแรกเรามารู้จัก ภาวะ “เสพติดการนอน” (Dysania) ไม่อยากลุกจากเตียง กันก่อนนะคะ
เช้าๆ หลายคนอาจจะเคยมีอาการ ไม่อยากตื่นนอน หรือต้องใช้พลังใจอย่างมากในการลุกออกจากเตียงแต่รู้หรือไม่ว่าหากเกิดอาการแบบนี้ขึ้นบ่อยๆ อาจจะเป็นสัญญาณเตือนว่าคุณกำลังมีอาการ “เสพติดการนอน (Dysania)” ก็เป็นได้


แม้ว่าจะไม่ถือเป็นการวินิจฉัยทางการแพทย์ แต่คำจำกัดความของ อาการเสพติดการนอน หรือที่บางคนเรียกว่า โรคเตียงดูด เป็นภาวะที่ทำให้รู้สึกอ่อนเพลียและง่วงนอนมากจนไม่สามารถลุกขึ้นจากเตียงได้ แม้จะไม่ได้จัดเป็นโรคโดยตรง แต่อาการที่เกิดขึ้นมักส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และอาจเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ตามมา
โดยสัญญาณของภาวะเสพติดการนอน ก็จะเริ่มตั้งแต่ ติดการนอน และมักรู้สึกอยากนอนผิดปกติจนไม่สามารถลุกจากเตียงได้ อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า และงัวเงีย เมื่อตื่นนอนก็รู้สึกอยากหลับต่อ บางคนอาจมีอาการง่วงนอนมากผิดปกติในตอนกลางวันด้วย ซึ่งคนที่มีภาวะเสพติดการนอนแต่ละคนอาจมีอาการต่างกันขึ้นอยู่กับสาเหตุ เช่น

1. โรคซึมเศร้า ผู้ป่วยมักมีอาการนอนมากผิดปกติและอ่อนเพลีย ร่วมกับอาการอื่น เช่น เศร้าและร้องไห้บ่อย หมดความสนใจต่อสิ่งรอบตัว ความอยากอาหารและน้ำหนักตัวเปลี่ยนแปลง ปวดศีรษะและปวดตามร่างกายโดยไม่ทราบสาเหตุ
2. กลุ่มอาการความล้าเรื้อรัง ที่ทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า ไม่อยากลุกจากเตียง และแม้จะพักผ่อนแล้วก็ยังรู้สึกไม่ดีขึ้น
3. ภาวะนอนมากเกินไป ทำให้มีอาการง่วงนอนมากในช่วงกลางวันจนสามารถหลับได้ตลอดเวลา
4. ความผิดปกติของการนอนหลับ ทำให้นอนหลับยากหรือหลับไม่สนิท เมื่อตื่นมาจะรู้สึกง่วง อ่อนเพลีย และไม่อยากลุกจากเตียง
5. โรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โลหิตจาง มะเร็ง โรคต่อมไทรอยด์อักเสบจากภูมิคุ้มกัน ทำให้ผู้ป่วยอ่อนเพลียง่ายกว่าคนทั่วไป
6. ความเศร้าโศก เสียใจที่เกิดจากการสูญเสีย ซึ่งอาจทำให้นอนหลับยากและนอนไม่พอ
7. ผลข้างเคียงจากการใช้ยา เช่น ยาต้านเศร้าที่ทำให้อ่อนเพลียและง่วงนอน
รวมถึงระยะเวลาการนอนปกติของคนทั่วไปจะแตกต่างกันตามช่วงอายุ เช่น เด็กวัยเรียนอายุ 6–13 ปี ใช้เวลานอนวันละ 9–11 ชั่วโมง วัยรุ่นอายุ 14–17 ปี ใช้เวลานอนวันละ 8–10 ชั่วโมง และผู้ใหญ่อายุ 18–64 ปี ใช้เวลานอนวันละ 7–9 ชั่วโมง หากนอนหลับอย่างเพียงพอตามระยะเวลาแต่ยังรู้สึกอ่อนเพลียมาก และไม่สามารถตื่นมาทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ ขณะเดียวกันคนที่เสพติดการนอนอาจนอนหลับยากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นการนั่ง ๆ นอน ๆ ยังจัดเป็นพฤติกรรมเนือยนิ่ง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่แทบไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย จึงอาจทำให้การทำงานของระบบเผาผลาญ ระบบภูมิคุ้มกัน รวมถึงความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและกระดูกลดลง จนอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพอื่น เช่น ภาวะน้ำหนักเกิน โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมองด้วย
การดูแลตัวเองอย่างไร เมื่อเสพติดการนอน
ใครที่รู้สึกง่วงนอนบ่อย ไม่อยากลุกจากเตียง อ่อนเพลีย และไม่กระฉับกระเฉง อาจเริ่มจากการปรับพฤติกรรมเพื่อให้นอนหลับได้ดีขึ้น ดังนี้
1. สร้างสุขอนามัยการนอนที่ดี
– เข้านอนและตื่นนอนให้เป็นเวลาทุกวัน จัดห้องนอนให้น่านอน มีอุณหภูมิและแสงสว่างที่เหมาะสม
– หลีกเลี่ยงการใช้คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ก่อนเข้านอน
– ทำกิจกรรมผ่อนคลายความเครียด เช่น อาบน้ำอุ่น อ่านหนังสือ และนั่งสมาธิ ซึ่งจะช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น
– หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อหนักใกล้เวลาเข้านอน
– หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนด้วย
2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
– การออกกำลังกายช่วยให้เราได้เคลื่อนไหวร่างกายและลดความเครียด
– การออกกำลังกายช่วงกลางวันทำให้ได้รับแสงแดดที่ช่วยให้การทำงานของวงจรการนอนหลับทำงานเป็นปกติ ซึ่งช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น
– แนะนำให้ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 5 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที
– หากต้องการออกกำลังกายในช่วงเย็น ควรเลือกกิจกรรมที่ไม่ใช้แรงมาก เช่น เดิน โยคะ และขี่จักรยาน
– งดออกกำลังกายก่อนเข้านอน 1 ชั่วโมง เพราะการออกกำลังกายหนักใกล้เวลาเข้านอนอาจทำให้นอนหลับได้ยากขึ้น
อ่านหมดแล้ว ไหนใครเป็นแบบนี้บ้าง ลองมาแชร์กันหน่อยนะคะ……
