แพทย์ มช. ชี้ อีโบลา vs ไข้เลือดออก ต่างกันยังไง? 

เเยกให้ออกจะได้ป้องกันถูก! แพทย์ มช.ชี้ “อีโบลา” ยังระบาดในแอฟริกา เเต่ไทยยังเสี่ยงต่ำ พร้อมเผยจุดสังเกต อีโบลา vs ไข้เลือดออก ต่างกันยังไง?

2 โรคยอดฮิตที่เราต้องระวังให้มากในช่วงหน้าฝนนี้   

หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีกระเเสเรื่องการระบาดของโรคที่ “อีโบลา” ในเเถบเเอฟริกาอย่างหนัก ซึ่างคร่าชีวิตคนเเล้วกว่า 139 ราย เเละป่วยอีกเเตะพันคน  เรื่องนี้กลายเป็นที่น่ากังวลของประเทศใกล้เคียงอย่างมากว่าจะเกิดการลุกลามหรือระบาดจนเเพร่ไปทั่วโลกหรือไม่?  ในขณะเดียวกันประเทศไทยถึงเเม้จะไม่ได้อยู่ติดกับประเทศที่เป็นเขตโรคระบาดเเต่ก็มีการตั้งรับการระบาดในประเทศเช่นเดียวกัน เพื่อป้องกันการเข้าออกนอกประเทศเเละลดความเสี่ยงการเเพร่เชื้อในประเทศด้วย  เเต่เเล้วเราก็ปฏิเสธเรื่องของโรคที่อยู่คู่กับคนไทยมานานเเละมักจะมาในช่วงหน้าฝนนี้ นั่นก็คือ ไข้เลือดออก เเต่ที่เราต้องหยิบยกเรื่องนี้มาพูดเพราะอาการของ 2 โรคนี้มีความใกล้เคียงกันจนเเทบจะเเยกข้อเเตกต่างไม่ออก   

ล่าสุดวันนี้(22 พ.ค.69)  อาจารย์แพทย์ มช. ได้ออกมาเตือนเรื่อง “อีโบลา” เพราะเป็นโรคติดเชื้อไวรัสรุนแรง อัตราเสียชีวิตสูง ติดต่อผ่านเลือดและสารคัดหลั่ง ไม่ได้แพร่ทางอากาศเหมือนไข้หวัดหรือโควิด แม้ไทยยังไม่ใช่พื้นที่ระบาดและมีความเสี่ยงต่ำ แต่หากมีประวัติเดินทางหรือสัมผัสผู้ป่วยต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด เเละย้ำอาการเริ่มต้นคล้ายไข้ทั่วไปแต่ทรุดเร็ว เสี่ยงอวัยวะล้มเหลว หากสงสัยควรรีบพบแพทย์ทันที 

ซึ่ง อ.พญ.สิปาง ปังประเสริฐกุล อาจารย์ประจำสาขาโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เผยว่า “โรคอีโบลาเป็นโรคติดเชื้อไวรัส Ebola จัดอยู่ในกลุ่มโรคไข้เลือดออก มีความรุนแรงสูงและอัตราการเสียชีวิตมากเมื่อเทียบกับโรคติดเชื้ออื่น 

การติดต่อของโรคเกิดจากการสัมผัสโดยตรงกับเลือดหรือสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ รวมถึงเนื้อเยื่อจากสัตว์หรือมนุษย์ที่ติดเชื้อ โดยเชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผลตามผิวหนัง เยื่อเมือก หรือการรับประทานเนื้อสัตว์ป่าที่ปนเปื้อนเชื้อ 

ปัจจุบันยังพบการระบาดในทวีปแอฟริกา โดยเฉพาะในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและยูกานดา ซึ่ง World Health Organization (WHO) ได้ประกาศให้เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศเเล้ว  ส่วนกระทรวงสาธารณสุขของไทยได้ออกประกาศ “ท้องที่นอกราชอาณาจักรที่เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย” เพื่อใช้เฝ้าระวัง คัดกรอง และควบคุมโรคในผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงอย่างใกล้ชิด มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 21 พ.ค.69 

ซึ่งถ้าพูดในเรื่องของอาการในระยะแรกอาจคล้ายไข้หวัดหรือไข้เลือดออก แต่ผู้ป่วยอีโบลามักมีอาการทรุดเร็ว โดยมีไข้สูงเฉียบพลัน อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ และเจ็บคอ ก่อนจะมีอาการรุนแรงในระบบทางเดินอาหาร เช่น อาเจียนและท้องเสียมาก และอาจมีเลือดออกหลายตำแหน่ง เสี่ยงต่อภาวะอวัยวะล้มเหลวและเสียชีวิตสูง เเละถ้าคนที่มีประวัติสัมผัสผู้ป่วย หรือเดินทางไปพื้นที่เสี่ยงภายใน 21 วัน หากมีไข้สูงร่วมกับอาการผิดปกติ ควรรีบไปหาหมอทันที เนื่องจากโรคมีระยะฟักตัวประมาณ 2–21 วัน และจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเร่งด่วน โดยกลุ่มเสี่ยงหลัก เช่น ู้ คนที่ใกล้ชิดหรือผู้ดูแลผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ที่สัมผัสผู้ป่วยโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน ผู้เดินทางไปพื้นที่ระบาด และผู้สัมผัสศพผู้เสียชีวิตจากอีโบลาโดยตรง ขณะที่ประชาชนทั่วไปมีความเสี่ยงต่ำ 

เเละปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันอีโบลาบางสายพันธุ์ที่ได้รับอนุญาตจาก WHO โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น กลุ่มผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ บุคลากรทางการแพทย์ ส่วนการรักษาจะเน้นการประคับประคอง เช่น การให้สารน้ำ ดูแลระบบไหลเวียนโลหิต และรักษาภาวะแทรกซ้อน ร่วมกับการใช้ยาต้านไวรัสในบางกรณี 

ส่วนเรื่องความเสี่ยงของคนไทยไม่ต้องตกใจนะคะ  ไทยเรายังอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากไม่ใช่พื้นที่ระบาด และโรคนี้ไม่ได้แพร่กระจายง่ายเหมือนไข้หวัดหรือโควิด เพราะไม่ติดต่อทางอากาศ แต่ติดต่อผ่านการสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งโดยตรง  

ดูเเลตัวเองกันดีๆนะคะ ช่วงนี้โรคเยอะ สุขภาพเราต้องเเข็งเเรงไว้ก่อน