เตือนภัยเด็กเล็ก! “ไวรัสพาราอินฟลูเอนซา” มาแรงแซงไข้หวัดใหญ่เเล้ว 

ช่วงนี้อาจป่วยกันเยอะ! กรมควบคุมโรค เผย “ไวรัสพาราอินฟลูเอนซา” มาแรงแซงไข้หวัดใหญ่เเล้ว ส่วนใหญ่เด็กเล็กกลุ่มอายุต่ำกว่า 5 ปี เสี่ยงมากสุด

อย่าจิตตกเป็นพอค่ะ! สถานการณ์โรคทางเดินหายใจ พาราอินฟลูเอนซา แซงไข้หวัดใหญ่เเล้วตอนนี้ 

เมื่อวันที่ 17 เม.ย.69 ที่ผ่านมา  เฟซบุ๊ก กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค  ได้ออกมาเเจ้งเกี่ยวกับ สถานการณ์ในไทย อย่าง โรคทางเดินหายใจที่ตอนนี้การติดเชื้อ พาราอินฟลูเอนซา ระบาดแซงไข้หวัดใหญ่ไปเเล้ว 

ในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเมษายน 69 จากข้อมูลรายงานเฝ้าระวังไข้หวัดใหญ่และเชื้อสาเหตุโรคทางเดินหายใจ (โครงการ Flu-RightSize) โดยการสุ่มเก็บตัวอย่างส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ  พบภาพที่น่าสนใจว่า “ตัวร้ายโรคทางเดินหายใจ” ที่กำลังระบาดกลับไม่ใช่หน้าเดิมที่คุ้นเคยเสมอไป  

โดยสัปดาห์ที่ 13-14/69 (22 มี.ค. – 4 เม.ย.69) จากการสุ่มตรวจตัวอย่าง 268 ราย พบเชื้อสูงถึงร้อยละ 68.7  ซึ่งแชมป์อันดับหนึ่งคือ Parainfluenza type 1-4 ที่ตรวจพบถึง 70 ราย ตามมาด้วยเชื้อยอดฮิตอย่าง Rhinovirus/Enterovirus ขณะที่ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) และโควิด 19 (SARS-CoV-2) กลับพบในสัดส่วนที่ลดลง  

หากเจาะลึกลงไปในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงจนต้องนอนโรงพยาบาล (SARI) ข้อมูลระบาดวิทยาชี้ว่า “เด็กเล็กกลุ่มอายุต่ำกว่า 5 ปี” คือกลุ่มที่ป่วยมากที่สุด โดยครองสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 70.6 ของผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงทั้งหมด  เชื้อก่อโรคหลักยังคงเป็น Parainfluenza และ Rhinovirus ซึ่งมักทำให้เกิดอาการไอ เจ็บคอ และมีไข้ต่ำ ๆ แม้ส่วนใหญ่อาการจะไม่รุนแรงและหายได้เอง แต่สำหรับเด็กเล็กและผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนได้ 

 วิธีป้องกันง่าย ๆ “ปิดล้างเลี่ยงหยุด” 

-ใส่หน้ากากอนามัยเมื่อไอ/จาม หรืออยู่ในที่สาธารณะ 

-ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ 

-หลีกเลี่ยงอยู่ใกล้ชิดผู้ป่วย 

-หากป่วยควรพักรักษาที่บ้าน และรีบพบแพทย์ 

และอย่าลืม…ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี เพื่อลดความรุนแรงจากการติดเชื้อโดยเฉพาะ 7 กลุ่มเสี่ยง  

ทั้งนี้ ข้อมูลเพิ่มเติมจาก โรงพยาบาลวิมุต ได้บอกถึงอาการหลักที่สามารถเช็กได้เลย เเละพ่อแม่ต้องสังเกต เอาง่ายๆก็คือการติดเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่าสามารถทำให้เกิดอาการได้หลายระดับ ตั้งแต่คล้ายไข้หวัดธรรมดาไปจนถึงอาการที่น่ากังวล ตามสายพันธุ์ที่ติดเชื้อ โดยระยะฟักตัวของโรคนี้อยู่ที่ 2-6 วัน จึงจะเริ่มมีอาการแสดงออกมาให้เห็น

อาการติดเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่า สายพันธุ์ HPIV-1 และ HPIV-2 มักพบในเด็กเล็กอายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี ทำให้เกิดการอักเสบของกล่องเสียงที่เรียกว่า ‘กลุ่มโรคครูป (Croup)’ หรือกลุ่มอาการไอเสียงก้อง โดยมีอาการที่สังเกตได้ ดังนี้

มีไข้ ไอเสียงก้องคล้ายเสียงเห่า เสียงแหบเมื่อพูดหรือร้องไห้ ซึ่งเป็นลักษณะอาการเด่นชัดของกลุ่มโรครูป

หายใจลำบาก มีเสียงหวีดขณะหายใจเข้า

อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร

ส่วน อาการติดเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่า สายพันธุ์ HPIV-3 เป็นสายพันธุ์ที่มีความรุนแรงที่สุด โดยจะทำให้มีอาการหลอดลมฝอยและปอดอักเสบ ซึ่งสามารถสังเกตอาการได้ดังนี้

มีไข้สูง

หายใจเร็ว มีเสียงวี้ด และหอบเหนื่อย

หายใจมีอกบุ๋ม หรือหายใจกระแทก

มีเสมหะปริมาณมาก

อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร

เเละอาการติดเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่า สายพันธุ์ HPIV-4 สายพันธุ์นี้จะก่อให้เกิดการติดเชื้อของระบบหายใจส่วนบนเท่านั้น และมีอาการเพียงเล็กน้อย ดังนี้

น้ำมูกไหล

ไอ จาม

เจ็บคอ

ต้องบอกว่าโรคนี้น่ากลัวมากค่ะ เเล้วส่วนใหญ่เด็กเล็กๆจะป่วยกันเยอะด้วย อย่างไรก็ตามดูเเลลูกที่บ้านด้วยนะคะ ช่วงนี้อากาศเเย่ โรคก็เยอะ อดทนอีกหน่อยค่ะ สู้ๆนะคะ  

ที่มา: https://www.facebook.com/share/p/1Dsy5CukVB/