สูบเพราะอะไร? งานวิจัย เผย เครียด-ป่วยทางจิต จะ “สูบบุหรี่” มากกว่าคนทั่วไป       

พอลลี่ อีจัน

พอลลี่ อีจัน

11 สิงหาคม 2568

สูบเพราะอะไร? งานวิจัย เผย เครียด-ป่วยทางจิต จะ “สูบบุหรี่” มากกว่าคนทั่วไป       

เดี๋ยวนี้ การสูบบุหรี่ ไม่ใช่แฟชั่นเหมือนสมัยก่อนแล้วนะ! 

เมื่อวันที่ 10 ส.ค.68 ที่ผ่านมา ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช แพทย์เชี่ยวชาญด้านสมองและระบบประสาท ได้ออกมาโพสต์ให้ความรู้เกี่ยวกับการสูบบุหรี่ในยุคนี้ ที่กลุ่มคนสูบมีความเปลี่ยนแปลงไป รวมถึงเหตุผลในการเลือกสูบบุหรี่ก็ไม่ใช่แค่แฟชั่นหรือความเท่แต่อย่างใด โดยระบุว่า… 

ปี 2566 มีผู้ใหญ่สูบบุหรี่เพียง 11% แล้วใครล่ะ ที่ยังสูบอยู่?  มีข้อมูลงานวิจัยว่า “คนที่เครียด ทำงานมาก” หรือ  “คนที่มีปัญหาสุขภาพจิต” จะสูบบุหรี่ง่ายกว่า ไม่ใช่เป็น แฟชั่นเหมือนสมัยก่อน  

 คนที่มีปัญหาสุขภาพจิต สูบบุหรี่มากกว่าคนทั่วไปถึง “สองเท่า” 

 -โรคจิตเภท (schizophrenia) สูบสูงถึง 80–90% 

 -โรคอารมณ์สองขั้ว (bipolar disorder) ก็สูงไม่แพ้กัน 

 -ภาวะซึมเศร้า (major depression) สูบประมาณ 37% 

บางคนบอกว่า การเลิกมันยาก แต่จริงๆแล้วมันมีวิธีเลิกบุหรี่ที่มีหลักฐานชัดเจน 

 1. นิโคตินทดแทน – แผ่นแปะ หมากฝรั่ง อมยานิโคติน สเปรย์พ่นจมูก หรือสูดจากหลอด 

 2. บูโพรพิออน (Bupropion) – ลดความอยากและอาการถอน 

 3. วาเรนิคลีน (Varenicline / Chantix) – ยาที่ได้ผลดีที่สุด ทั้งสำหรับเลิกบุหรี่และเลิกบุหรี่ไฟฟ้า 

บุหรี่ไฟฟ้า: เพื่อนช่วยเลิก หรือเพื่อนชวนติดต่อ? 

 -งานวิจัยบางชุด (เช่น Cochrane Review ปี 2025) พบว่า บุหรี่ไฟฟ้าที่มีนิโคติน ช่วยให้เลิกบุหรี่ได้มากกว่านิโคตินทดแทน โดยเฉพาะในกลุ่มรายได้น้อย (เลิกได้ 28.4% เทียบกับ 9.6%) 

 -แต่งานวิจัยอีกหลายชุด เช่นของ Stanton Glantz พบว่า คนที่สูบบุหรี่ไฟฟ้ากลับเลิกบุหรี่ได้น้อยลง 25–30% และมักกลายเป็น “ผู้ใช้คู่” สูบทั้งบุหรี่จริงและบุหรี่ไฟฟ้า 

ข้อเท็จจริงที่ต้องจำ 

 -บุหรี่ไฟฟ้าอาจปล่อยสารพิษน้อยกว่าบุหรี่จริง แต่ไม่ได้แปลว่าปลอดภัย 

 -มีอนุภาคขนาดเล็กมากที่เข้าสู่กระแสเลือด อาจส่งผลต่อหัวใจและหลอดเลือดเหมือนบุหรี่จริง 

 – เด็กและวัยรุ่นติดได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ เพราะสมองไวต่อฤทธิ์นิโคติน 

โดยหมอได้ให้คำแนะนำว่า บุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่ทางเลือกแรกในการเลิกบุหรี่ , คนที่มีโรคจิตเวช เด็ก และวัยรุ่น ไม่ควร เริ่มหรือใช้ต่อ และถ้าอยากเลิกจริง ๆ ให้ใช้ยาที่ได้ผลชัดเจน เช่น วาเรนิคลีน หรือบูโพรพิออน ร่วมกับการปรับพฤติกรรม 

อย่างที่ทุกคนรู้ขึ้นชื่อว่าบุหรี่ก็คือสารเสพติดอย่างหนึ่งนั่นแหละค่ะ เราจะสามารถชนะสงครามบุหรี่ได้มากเพราะกฎหมาย ภาษี การรณรงค์ และการสร้างภาพลักษณ์ว่า “สูบแล้วดูไม่เท่” แต่สนามรบยังไม่จบโดยเฉพาะในกลุ่มคนไข้สุขภาพจิตและเยาวชน ที่ยังเป็นเป้าหมายสำคัญของอุตสาหกรรมยาสูบในยุคบุหรี่ไฟฟ้า  

อย่างไรก็ตาม อยากให้ทุกคนหันมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้นนะคะ งดบุหรี่แล้วไปออกกำลังกาย ใช้ชีวิตให้ปลอดสารพิษ ปลอดยาเสพติด จะได้ไม่เสี่ยงต่อการเป็นโรคในภายหลังค่ะ  

ที่มา: เพจเฟซบุ๊ก หมอสุรัตน์ https://www.facebook.com/share/p/1M82yi3UeX/