หมอเจด เปิดข้อแตกต่าง! “อีสุกอีใส VS งูสวัด” ทั้งที่เกิดจากไวรัสตัวเดียวกัน 

เตือนกันด้วย! “อีสุกอีใส” ระบาดอีกครั้ง ป่วยแล้วกว่าหมื่นราย หมอเจด ชี้ เกิดจากไวรัสตัวเดียวกับ “งูสวัด” เป๊ะๆ แต่อาการต่างกัน พร้อมแนะวิธีป้องกัน

ระวังกันด้วยนะคะ ช่วงนี้ “อีสุกอีใส” กลับมาระบาดอีกแล้ว 

วันนี้ (6 มี.ค.69) นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า จากข้อมูลระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล กองระบาดวิทยา ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 4 มีนาคม 2569 พบผู้ป่วยโรคสุกใสสะสม 10,560 ราย และยังไม่พบผู้เสียชีวิต โดยมีผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 208 ราย (ร้อยละ 1.97)  

ทั้งนี้ ยังมีบางคนสงสัยว่า “อีสุกอีใส” และ”งูสวัด” ต่างกันยังไง?  

ล่าสุด นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาได้ออกมาบอกว่า “อีสุกอีใส” กับ “งูสวัด” เกิดจากไวรัสตัวเดียวกัน ระบุว่า… 

“เชื่อว่าหลายคนต้องเคยสงสัยว่า “อีสุกอีใส” กับ “งูสวัด” มันคือพี่น้องท้องเดียวกันหรือเปล่า ทำไมชื่อดูน่ากลัวพอกัน แล้วมันต่างกันยังไง อันตรายแค่ไหน?  

วันนี้ผมจะพามาไขความลับแบบสับ ๆ ฉบับเข้าใจง่าย 5 หัวข้อหลัก ให้หายสงสัยกันครับ 

1. จุดกำเนิดจาก “ไวรัสตัวเดียวกัน” แต่คนละช่วงวัย 

ความจริงที่หลายคนไม่รู้คือ ทั้งอีสุกอีใส (Chickenpox) และงูสวัด (Shingles) เกิดจากไวรัสตัวเดียวกันเป๊ะ ที่มีชื่อว่า Varicella Zoster Virus (VZV) ครับ แต่มันมี “ไทม์ไลน์” การปรากฏตัวที่ต่างกัน โดยอีสุกอีใสเปรียบเสมือนภาคแรกที่มักมาเยือนเราตอนเด็ก ๆ ส่วนงูสวัดคือภาคต่อ (Sequel) ที่จะมาตอนเราโตขึ้นหรือภูมิคุ้มกันเริ่มอ่อนแอลงนั่นเอง 

2. อีสุกอีใส: “น้องใหม่” ผู้กระจายความคันไปทั่วร่าง 

เมื่อเราได้รับเชื้อ VZV ครั้งแรก ร่างกายจะแสดงอาการเป็นอีสุกอีใสคครับ ลักษณะเด่นคือจะมีผื่นแดง กลายเป็นตุ่มน้ำใส ๆ แล้วค่อย ๆ เป็นหนองก่อนจะตกสะเก็ด ที่สำคัญคือมัน “ขึ้นทั่วตัว” ตั้งแต่หน้า หนังศีรษะ ไปจนถึงลำตัวและแขนขา พร้อมกับมีไข้ต่ำๆ และอาการคันคะเยอระดับสิบ มักพบมากในเด็ก แต่ถ้าผู้ใหญ่เป็นบอกเลยว่าอาการจะหนักกว่าเด็กหลายเท่าเลยครับ 

3. งูสวัด: “แขกไม่ได้รับเชิญ” ที่ซ่อนตัวในปมประสาท 

พอยาอีสุกอีใสหายไป เชื้อไวรัสตัวนี้ไม่ได้ตายจากเราไปไหนนะครับ แต่มันเลือกที่จะ “จำศีล” หลบซ่อนตัวอยู่ตามปมประสาทในร่างกายเราอย่างเงียบเชียบ วันดีคืนดีที่เราเครียดจัด พักผ่อนน้อย หรืออายุมากขึ้นจนภูมิคุ้มกันตก เจ้าไวรัสตัวเดิมนี่แหละจะ “ตื่นขึ้นมา” แล้ววิ่งตามแนวเส้นประสาทออกมาที่ผิวหนัง กลายเป็นงูสวัดที่มาพร้อมความเจ็บปวดแสบร้อนเหมือนโดนไฟลวก บางคนขึ้นตาอาจบอดได้ด้วยนะ 

4. ความต่างของ “รูปร่างหน้าตา” และตำแหน่งที่เกิด 

วิธีแยกแยะที่ง่ายที่สุดคือดู “การกระจายตัว” ตามผิวหนังครับ 

• อีสุกอีใส: จะขึ้นแบบสะเปะสะปะ กระจายไปทั่วร่างกาย ไม่เลือกที่เกิด 

• งูสวัด: มักจะขึ้นเป็น “แถวหรือแนวตามเส้นประสาท” และที่สำคัญคือมักจะขึ้นเพียง “ข้างเดียวของร่างกาย” (ซ้ายก็ซ้าย ขวาก็ขวา ไม่ข้ามฝั่ง) ลักษณะเป็นตุ่มน้ำใสเรียงกันเป็นกลุ่ม ๆ และมีอาการปวดแปล็บ ๆ นำมาก่อนที่ผื่นจะขึ้นนั่นเอง 

5. การป้องกัน: วัคซีนคือ “ไม้ตาย” ของทุกรุ่น ทุกวัย 

ข่าวดีคือเรามีวิธีสู้กับพวกมันได้ครับ 

• เด็กๆ: แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันอีสุกอีใสตามเกณฑ์ เพื่อตัดวงจรไม่ให้เชื้อเข้าไปฝังตัวในปมประสาทแต่แรก 

• วัยเก๋า (50+): ถึงเคยเป็นอีสุกอีใสมาแล้ว ก็ควรฉีด วัคซีนป้องกันงูสวัด ค่ะ เพราะมันจะช่วยปลุกภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงพอที่จะสะกดไวรัสที่หลับอยู่อย่าให้ตื่นขึ้นมาอาละวาดได้ ซึ่งวัคซีนรุ่นใหม่ ๆ ประสิทธิภาพสูงมาก ป้องกันได้ยาว ๆ เลยครับ 

สรุปง่าย ๆ เลยนะครับ อีสุกอีใสกับงูสวัดเกิดจากไวรัสตัวเดียวกัน ต่างกันแค่ช่วงเวลาที่มันแสดงตัว อีสุกอีใสมักเกิดตอนเด็ก ส่วนงูสวัดคือการที่เชื้อเดิมที่ซ่อนอยู่ในปมประสาทกลับมากำเริบตอนภูมิคุ้มกันอ่อนลง ดังนั้นการดูแลภูมิคุ้มกันและการฉีดวัคซีนตามช่วงวัยจึงเป็นวิธีสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงและลดความรุนแรงของโรคได้ครับ 

ยังไงก็หมั่นสังเกตหมุ่นดูแลสุขภาพกันด้วยนะคะ ‘อีจัน’ เป็นห่วง